linux training in Thailand
| Home | Articles | Download | Free Linux Tips | Resources | Training | Web Link | Linux Training English|
| Courses | Schedule | Price & Promotion | Map | Customer Ref. | Instructors | Certification | FAQ | Registration Form |
สถาบันฯ ขอแจ้งปิดทำการระหว่างวันที่ 27 -31 กรกฏาคม 2558 และเปิดทำการปกติวันที่ 3 สิงหาคม 2558
We are on vacations 5 days in July 27-31, 2015 Please contract Line ID : nok_fly or e-mail : info@itdestination.com
ITDestination จะปิดปรับปรุงเว็บไซต์ ตั้งแต่วันที่ 7 - 9 มิถุนายน 2556
อาจจะทำให้ใช้งานไม่ได้ในบริการ Webboard Freetips และ E-Learning จึงขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้
สถาบันฯ ขอแจ้งปิดทำการวันที่ 22-28 กุมภาพันธ์ 2560 และจะเปิดทำการปกติในวันที่ 1 มีนาคม 2560
กรณีติดต่อส่งข้อความมาที่ Facebook: LinuxITDestination หรือ e-mail: info@itdestination.com ซึ่งจะติดต่อกลับประมาณ 17.00 น.
ผู้ลงทะเบียนอบรมสามารถทำข้อสอบ online ในช่วงที่มาอบรมเพื่อทบทวนความรู้ ทำได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง มีข้อเฉลยที่ถูกต้องแนะนำ
สอบถามรายละเอียดโทร 089 890-5494 >>> อ่านรายละเอียด... คลิ๊ก

สร้าง SAN สุดประหยัดด้วย ATAoE

โดย ธีรภัทร มนตรีศาสตร์,RHCE

"จะยอดเยี่ยมแค่ไหน ถ้าเราสามารถนำเนื้อที่ดิสก์ของโฮสต์อื่นๆในระบบแลน มาใช้งานได้เหมือนเป็นฮาร์ดดิสก์ตัวหนึ่งในเครื่องของเราเอง ATAoE นี่แหละคือคำตอบสุดท้าย"
ทุกวันนี้ข่าวสารข้อมูลแทบทุกประเภทล้วนถูกจัดเก็บในแบบดิจิตอล มีการคิดค้นรูปแบบการจัดเก็บ บีบอัด และนำกลับมาใช้ประโยชน์ด้วยเทคโนโลยีที่หลากหลายและซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นเอกสารข้อความ รูปภาพ เสียง ภาพวิดีโอ ด้วยวัตถุประสงค์และการประยุกต์ใช้งานที่เกินกว่าสิ่งที่นักคิดได้จิตนาการไว้ในอดีต ซึ่งใครเลยจะล่วงรู้ได้ว่าตัวเลขแค่ศูนย์กับหนึ่งจะสำแดงพลังอำนาจอะไรให้เราได้อีกในอนาคต ข้อมูลปริมาณมหาศาลที่กำลังเพิ่มขึ้นทุกวันทำให้ความต้องการใช้เนื้อที่จัดเก็บเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับสื่อบันทึกข้อมูลได้ช่วยให้เรามีแหล่งเก็บข้อมูลใช้งานกันมากมายหลายชนิด ทั้งแบบกลไก ได้แก่ จานบันทึกข้อมูลแม่เหล็กหรือที่เรียกกันติดปากว่า "ดิสก์" หรือจะเป็นชนิดสารกึ่งตัวนำหรือโซลิดสเตท ซึ่งเริ่มมีราคาต่อความจุที่ลดลงมากในปัจจุบัน แต่อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลสำหรับคอมพิวเตอร์ทั่วไปที่นิยมใช้งานเป็นหลักก็ยังคง "ฮาร์ดดิสก์" ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ตามมาตรฐานการเชื่อมต่อ(อินเทอร์เฟส) คือ กลุ่มแรกใช้อินเทอร์เฟสแบบ SCSI ส่วนอีกกลุ่มใช้อินเทอร์เฟสแบบ ATA หากย้อนกลับไปในยุคเริ่มต้นของการเชื่อมต่อฮาร์ดดิสก์เข้ากับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือเซิร์ฟเวอร์ก็ตาม การเชื่อมต่อแบบ SCSI จะเหมาะสมกับเครื่องระดับเซิร์ฟเวอร์มากกว่า เนื่องจากมีคุณสมบัติที่สามารถรองรับปริมาณข้อมูลจำนวนมากได้ดีกว่าเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับการเชื่อมต่อแบบ ATA ซึ่งเน้นการออกแบบแผงวงจรควบคุมดิสก์ (Disk Controller) เป็นไปอย่างง่ายๆ เพื่อลดต้นทุนในการผลิตเป็นสิ่งสำคัญ ระดับความสามารถของ ATA ในระยะเริ่มต้นจึงด้อยกว่า SCSI ด้วยเหตุนี้ ในขณะเดียวกันความนิยมใน ATA ก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยราคาที่ถูกกว่า จนในปัจจุบันได้กลายเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อที่มีในพีซีทุกเครื่องไปโดยปริยาย และได้รับการปรับปรุงด้านความจุที่เพิ่มขึ้น อัตราการรับส่งข้อมูลที่เร็วขึ้น ไปจนถึงความเชื่อถือได้ที่สูงขึ้นและรูปแบบการเชื่อมต่อที่สนองตอบความต้องการของผู้ใช้งานได้มากขึ้น ดังจะเห็นได้จากการเชื่อมต่อแบบ Serial ATA (SATA) ที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้ เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของจำนวนคำสั่งที่ใช้ควบคุมดิสก์ (command set) ของการเชื่อมต่อแบบ ATA จะมีเพียง 48 คำสั่งเท่านั้น ในขณะที่ SCSI จะมีจำนวนคำสั่งมากถึง 218 คำสั่ง จะเห็นได้ชัดเจนว่าความสามารถของระบบการควบคุมดิสก์ของทั้งคู่นี้มีความแตกต่างกันชนิดที่เรียกได้ว่ามวยคนละรุ่นทีเดียว ก้าวสู่ยุคของแหล่งจัดเก็บข้อมูลบนเครือข่าย ด้วยความต้องการเนื้อที่จัดเก็บข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้นและจะต้องสามารถขยายเนื้อที่ไปได้อีก (Extendable)จึงทำให้เริ่มนำระบบเครือข่ายที่มีอยู่มาใช้ประโยชน์ในการเชื่อมต่อแหล่งจัดเก็บข้อมูล (storage) ให้มีการใช้งานร่วมกันได้ โดยสร้างเป็นระบบเครือข่ายของแหล่งจัดเก็บข้อมูล หรือ SAN (Storage Area Network) ซึ่งช่วยให้เซิร์ฟเวอร์ที่มาเชื่อมต่อด้วยสามารถใช้งานแหล่งเก็บข้อมูลเหล่านั้นได้เหมือนกับเป็นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในเครื่องของตนเอง (ใช้งานได้เหมือนเป็น local device)ซึ่งมีเทคโนโลยีของ SAN นี้มีให้เลือกใช้มากมาย แต่ตัวเลือกที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดคงหนีไม่พ้น iSCSI (Internet SCSI) กับ ATAoE (ATA over Ethernet) โดย iSCSI เป็นการทำให้คำสั่งควบคุมอุปกรณ์ SCSI วิ่งไปบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ส่วน ATAoE เป็นการทำให้คำสั่งควบคุมอุปกรณ์ ATA วิ่งไปบนอีเธอร์เน็ตซึ่งเป็นระบบแลนที่เราใช้กันอยู่ทั่วไปนี่เอง เปรียบเทียบ iSCSI กับ ATAoE หลายท่านเข้าใจว่า iSCSI กับ ATAoE เป็นคู่แข่งกันในเรื่อง SAN แต่อันที่จริงมิได้เป็นเช่นนั้น เนื่องจากทั้งสองเทคโนโลยีนี้มีความแตกต่างกันมากเสียจนนำมาทดแทนกันไม่ได้ แบ่งพิจารณาในแต่ละด้านดังนี้ ว่าด้วยเรื่องของพื้นฐานดั่งเดิมของมาตรฐานคำสั่งควบคุมดังที่ได้กล่าวไปแล้วในตอนต้นว่า SCSI มีคำสั่งมากกว่า ATAoE เป็นร้อยคำสั่ง ดังนั้นขีดความสามารถในการจัดการกับอุปกรณ์เก็บข้อมูลหรือดิสก์จึงต่างกันไปด้วย เมื่อนำเทคโนโลยีทั้งสองตัวมาทำงานบนระบบเครือข่าย ก็แตกต่างกันอีก เนื่องจาก iSCSI ทำงานที่ระดับเลเยอร์ 3 ของ OSI Reference Model คืออยู่ใน Network Layer ส่วน ATAoE โดยชื่อของมันเองก็บ่งบอกอยู่แล้วว่าทำงานอยู่เพียงเลเยอร์ 2 เท่านั้น จุดนี้ทำให้ทั้งคู่มีความแตกต่างกันยิ่งขึ้นในการนำไปใช้งานและคุณสมบัติด้านระบบเครือข่าย กล่าวคือ ถ้าการเชื่อมต่อกันในเครือข่ายมีความจำเป็นต้องค้นหาเส้นทางเดินของแพคเก็ต (routable)แล้วล่ะก็ iSCSI จะสามารถทำงานได้ ส่วน ATAoE ทำงานเฉพาะในโลคอลที่เป็น Ethernet เท่านั้นจึงไม่สามารถค้นหาและเลือกเส้นทางหรือ routing ไม่ได้นั่นเอง แต่ก็มีข้อได้เปรียบในด้านความรวดเร็ว เพราะ ATAoE จะมีโอเวอร์เฮดของโปรโตคอลต่ำกว่ามากเมื่อเทียบกับ iSCSI ที่จะต้องส่งข้อมูลไปในแพคเก็ตของโปรโตคอลอินเตอร์เน็ต (IP:Internet Protocol) พูดง่ายๆ ว่า ATAoE ส่งข้อมูลดิบกว่า กระชับกว่า ไม่มีขั้นตอนที่ซับซ้อน ย่อมมีความเร็วสูงกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย ด้านความน่าเชื่อถือ (reliability) ของทั้งคู่ถือว่าเสมอกัน เพราะ iSCSI อาศัยโปรโตคอล TCP ซึ่งมีกระบวนการแฮนด์เชคกิ้ง โฟลว์คอนโทรล และการตรวจสอบความถูกต้องที่เชื่อถือได้อยู่แล้ว (แต่สิ้นเปลืองทรัพยากรและหน่วงเวลาสื่อสารไปไม่น้อย) ในขณะที่ ATAoE วิ่งอยู่บน Ethernet Frame มีความเชื่อถือได้จากตัวโปรโตคอลเองตามมาตรฐาน IEEE802.3 ที่มีการตรวจสอบCRC และโฟลว์คอนโทรลเช่นเดียวกัน การสนับสนุนจากระบบปฏิบัติการ ด้วยข้อมูลในขณะที่เขียนบทความนี้ iSCSI จะมีภาษีกว่าถ้าจะต้องทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการที่หลากหลาย คือ สนับสนุนทั้งในระบบปฏิบัติการตระกูลยูนิกซ์และวินโดวส์ ส่วน ATAoE จะสนับสนุนจากภายในเคอร์เนลของลีนุกซ์และตระกูลยูนิกซ์เลยทีเดียว แต่สำหรับการใช้งานกับวินโดวส์ก็สามารถติดตั้งโปรแกรมเสริมให้วินโดวส์ทำงานร่วมกับ ATAoE ได้เช่นกันเพียงแต่มีขั้นตอนยุ่งยากเป็นภาระแก่ผู้ใช้งานเท่านั้น ถ้านำทั้ง iSCSI และ ATAoE ไปเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ SAN ที่จำหน่วยในท้องตลาดแล้ว จะช่วยประหยัดงบประมาณเกี่ยวกับอุปกรณ์เชื่อมต่อที่ระบุเฉพาะรุ่นไปได้มาก สร้าง SAN ด้วยลีนุกซ์
ตามที่ได้เรียนให้ทราบไปแล้วว่า เคอร์เนลของลีนุกซ์ได้รวมคุณสมบติของ ATAoE ไว้ในโมดูลเคอร์เนลเรียบร้อยแล้ว เหลืองานให้ผู้ใช้งาน(ก็คือลีนุกซ์แอดมินนี่แหละ)ต้องออกแรงอีกเล็กน้อยถึงปานกลาง ขึ้นอยู่กับตัวผู้ใช้ว่าต้องการประยุกต์ใช้งานมากน้อยแค่ไหน ลีนุกซ์ดิสโทรที่ใช้เป็นตัวอย่างนี้ผู้เขียนใช้ Fedora 10 และนำแพคเกจแบบ RPM ที่มาพร้อมกับดิสโทรมาใช้ทั้งหมดโดยไม่ต้องดาวน์โหลดโปรแกรมภายนอกมาติดตั้งให้ยุ่งยากแต่อย่างใด โดยกำหนดคอนฟิกของเครือข่ายแบบง่ายๆ ให้โฮสต์ A เป็น Client ที่จะเชื่อมต่อไปหาโฮสต์ B ซึ่งทำหน้าที่เป็น server แล้ว map เนื้อที่ดิสก์ของเซิร์ฟเวอร์มาใช้งานในโฮสต์ A เอง คอนฟิกโฮสต์ A เป็น client
1. ติดตั้งแพคเกจ aoetools ที่มีขนาดเพียง 37KB เท่านั้น
# yum install aoetools
2. โหลดโมดูล aoe (ATA over Ethernet)
# modprobe aoe
3. จดบันทึกหมายเลข MAC Address ไว้ใช้คอนฟิกที่ server
# ifconfig eth0
4. เตรียม mount point ไว้ใช้งานเนื้อที่ดิสก์ (สมมุติว่าโฮสต์ A จะใช้งานเป็นเว็บเซิร์ฟเวอร์)
# mkdir /srv/www
5. ใช้คำสั่งของ aoetools เพื่อเริ่มติดต่อกับ ATAoE
# aoe-interfaces
# aoe-discover
# aoe-stat
ถ้าสามารถค้นพบ ATAoE Server ก็จะแสดงชื่อ interface ให้เห็น และกลไกของ Udev จะสร้างบล๊อกดีไวซ์ขึ้นให้ใช้งานต่อไป โดยมีรูปแบบชื่อดีไวซ์เป็น /dev/etherd/e. ซึ่งค่าของ shelf และ slot จะเป็นตัวเลขที่ทางฝั่งเซิร์ฟเวอร์เป็นผู้กำหนดขึ้น จะได้เห็นภาพชัดเจนขึ้นเมื่อทำการคอนฟิกที่เซิร์ฟเวอร์ในลำดับต่อไป คอนฟิกโฮสต์ B เป็นเซิร์ฟเวอร์
1. เตรียมอุปกรณ์หรือพาร์ทิชั่นหรือไฟล์ที่จะใช้ export ออกไปให้แก่โฮสต์ B เนื่องจาก ATAoE สามารถ export ได้ทั้งอุปกรณ์(ฮาร์ดดิสก์ทั้งลูก) เช่น /dev/sdc หรือจะเป็นพาร์ทิชั่นที่ไม่ใช้งาน เช่น /dev/sda5 หรือถ้ามีเนื้อที่ขนาดใหญ่เหลือ free space อยู่มากก็สามารถสร้างไฟล์ขนาดใหญ่ขึ้นในพื้นที่นั้นแล้ว export ออกไปก็ได้ ในที่นี้จะยกตัวอย่างที่สามารถปฏิบัติตามได้ง่ายที่สุดคือกรณีที่สาม สมมุติว่ามีเนื้อที่ /home เหลืออยู่มากกว่า 10MB ให้สร้างไฟล์ขนาด 10MB ขึ้นเพื่อการทดลองดังนี้ # dd if=/dev/zero bs=1024 count=10240 of=/home/bigfile 2. โหลดโมดูล aoe (ATA over Ethernet) # modprobe aoe 3. ติดตั้งแพคเกจ vblade มีขนาดประมาณ 23KB เล็กกว่าแพคเกจฝั่ง client เสียอีก # yum install vblade 4. ใช้งานสคริปต์ vblade เพื่อให้ export เนื้อที่ดิสก์ออกไปทาง ATAoE รูปแบบคำสั่ง vblade มีทั้งหมด 6 ส่วน การทำคำสั่งนี้ 1 ครั้งจะเป็นการ export ดิสก์ที่เป็น ATAoE ออกไป 1 ดิสก์ โดยมีขนาดเท่ากับขนาดของดีไวซ์หรือพาร์ทิชั่นหรือไฟล์นั้น (ไม่สามารถระบุขนาดได้จากตัวคำสั่ง) การอ้างอิงชื่อของการ export ออกไปนั้นจะใช้ตัวเลข shelf เป็นค่าหลัก (major value) มีค่าได้ตั้งแต่ 0 ถึง 65535 ส่วนค่าถัดไปเรียกว่า slot เป็นค่ารอง (minor value) มีค่าได้ตั้งแต่ 0 ถึง 255 ผู้ใช้งานสามารถตั้งค่าทั้งสองได้โดยอิสระเพื่อประโยชน์ในการอ้างอิงในฝั่งโฮสต์ client ตัวอย่างเช่น ถ้าค่า shelf เป็น 6000 จะให้หมายถึง ดิสก์ที่ export จากโฮสต์ B แต่ถ้า shelf เป็นค่าอื่นก็หมายถึงเป็น export จากโฮสต์อื่นๆ vblade -m mac1,mac2 … shelf slot netif filename อ๊อปชั่น -m ใช้ระบุค่า MAC Address ของ client ที่อนุญาตให้ใช้งาน export นี้ได้ ซึ่งกำหนดได้หลายโฮสต์ ค่าถัดไปคือ shelf และ slot ตามลำดับ ส่วน netif เป็นการระบุอินเทอร์เฟสที่จะใช้ในการ export สุดท้าย filename คือ อุปกรณ์หรือพาร์ทิชั่นหรือไฟล์ ที่จะทำการ export ตัวอย่างการ export
แบบอุปกรณ์ เช่น ต้องการ export ฮาร์ดดิสก์ /dev/sdc ทั้งหมด เป็น e0.0
vblade 0 0 eth0 /dev/sdc
แบบพาร์ทิชั่น เช่น ต้องการ export พาร์ทิชั่น /dev/sda5 เพียงพาร์ทิชั่นเดียว เป็น e0.1
vblade 0 1 eth0 /dev/sda5
แบบไฟล์ขนาดใหญ่ เช่น ต้องการ export ไฟล์ /home/bigfile เป็น e0.2
vblade 0 2 eth0 /home/bigfile
จะเห็นว่าคำสั่ง vblade มีการจำกัดการเข้าถึงจาก client อยู่ 2 วิธี คือ กำหนดค่า MAC Address และ กำหนดชื่ออินเทอร์เฟสที่ใช้เชื่อมต่อ หากเราต้องการสั่งให้ ATAoE Server ทำการ export ไฟล์ /home/bigfile ออกไปทางอินเทอร์เฟส eth0 โดยให้มีชื่อดีไวซ์เป็น e6000.255 จะต้องทำคำสั่งดังนี้ # vblade 6000 255 eth0 /home/bigfile ในกรณีที่ใช้แพคเกจของ Fedora จะมีสคริปต์ช่วยอำนวยความสะดวกมากยิ่งขึ้น วิธีการปฏิบัติจึงใช้วิธีตั้งค่าต่างๆ ของ export ไว้ในไฟล์ /etc/vblade.conf แล้วสั่งควบคุมเซอร์วิสผ่านสคริปต์แบบ sysv init ตามขั้นตอนดังนี้ # vi /etc/vblade.conf
เพิ่มข้อความ 1 บรรทัดeth0 6000 255 /home/bigfile 00:12:34:56:78:9A
บันทึกไว้
# /etc/init.d/vblade restart
สิ่งที่แตกต่างกันเมื่อเปรียบเทียบการใช้งานผ่านคอนฟิกไฟล์กับการใช้คำสั่งเองก็คือ การใช้คอนฟิกไฟล์นี้จำเป็นต้องกำหนดค่า MAC Address ของ client เสมอ หากไม่กำหนดไว้เซอร์วิสจะไม่ยอมทำงาน ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ดีในแง่ความปลอดภัย การใช้งานจากฝั่ง client
เมื่อเซิร์ฟเวอร์(โฮสต์ B)ทำการ export ให้ bigfile ออกมาทาง ATAoE แล้ว ในฝั่ง client จะสามารถค้นพบได้ด้วยคำสั่ง aoe-discover และมองเห็นสถานะของ ATAoE ผ่านทางผลลัพธ์คำสั่ง aoe-stat ถ้ามีค่า MAC Address ถูกต้องตรงกันก็จะสามารถใช้งานดิสก์ผ่านดีไวซ์ /dev/etherd/e6000.255 ได้ทันที โดยเริ่มต้นที่การฟอร์แมตให้มีระบบไฟล์ที่ต้องการใช้งาน เช่น ต้องการฟอร์แมตให้เป็นระบบไฟล์แบบ ext3 แล้วเม้าต์ใช้งานที่ /srv/www ที่ได้เตรียมไว้แล้ว # mke2fs -j /dev/etherd/e6000.255
# mount -t ext3 /dev/etherd/e6000.255 /srv/www
# df -T
จะเห็นว่า /srv/www มีระบบไฟล์แบบ ext3 และมีเนื้อที่ดิสก์ประมาณ 10MB
อาจเรียกได้ว่าเมื่อระบบ Udev ทำการ map ดีไวซ์ให้ใช้งานที่ /dev แล้ว ขั้นตอนการใช้งานอื่นๆ ก็เหมือนกับการกระทำกับ local storage ธรรมดาตัวหนึ่งเท่านั้น การมอนิเตอร์การทำงานของ ATAoE
เนื่องจากการทำงานของ ATAoE เป็นโปรโตคอลที่สื่อสารในระดับ OSI เลเยอร์ 2 จึงต้องใช้เครื่องมือดักจับแพคเก็ตในระดับเลเยอร์ 2 ด้วยเช่นกัน ได้แก่ โปรแกรม tcpdump หรือ snort หากใช้โปรแกรมในเลเยอร์ 3 เช่น iptraf จะไม่สามารถเห็นความเคลื่อนไหวใดๆ ได้เลย ปัญหาการใช้ ATAoE ในความเป็นจริง
จากตัวอย่างการใช้งานที่ผ่านมาจะเห็นว่า มีสิ่งที่ยังไม่สะดวกอยู่ 2 จุดใหญ่ๆ คือ

1. การโหลดโมดูล aoe เป็นสิ่งที่จะต้องกระทำก่อนกระบวนการอื่นๆ ทั้งหมดทั้งในฝั่ง client และ server ดังนั้นจึงต้องมีการคอนฟิกให้โหลดโมดูลตั้งแต่เริ่มเปิดเครื่อง
2. การเม้าต์เพื่อใช้งานแบบอัตโนมัติ หากพิจารณาให้ดีๆ จะเห็นว่า การใช้งานที่ฝั่ง client จะมีความขัดข้องในเรื่องการเม้าต์ใช้งานดีไวซ์ที่เป็น ATAoE เนื่องจากเป็นดิสก์ที่จำเป็นต้องพึ่งพาการทำงานของระบบเน็ตเวิร์กก่อนที่จะทำการเม้าต์ จึงทำให้ผู้ใช้งานไม่สามารถนำดีไวซ์ของ ATAoE ไปคอนฟิกให้เม้าต์ในขั้นตอนของการบูตปรกติได้(/etc/fstab) ในขณะเดียวกันหากเม้าต์ล่าช้าเกินไป งานบริการบางอย่างจะล้มเหลวไม่สามารถเริ่มต้นทำงานได้ เช่น เว็บเซิร์ฟเวอร์ เมล์เซิร์ฟเวอร์ พร๊อกซี่เซิร์ฟเวอร์ ดาต้าเบสต่างๆ ฯลฯ. เสริมด้วยเทคนิคพิเศษเพื่อการใช้งานที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
การแก้ไขปัญหาทั้งสองประเด็นข้างต้น ทำได้โดยเพิ่มเติมการคอนฟิกเข้าไป ดังนี้
1. การโหลดโมดูล aoe แบบอัตโนมัติขณะบูตเครื่อง อาศัยการเขียนเชลล์สคริปต์ง่ายๆ ดังนี้ สร้างไฟล์ใหม่ขึ้น
# vi /etc/sysconfig/modules/myAoE.modules
ภายในมีข้อความดังนี้
#!/bin/bash
if [ ! -c /dev/etherd/discover ]
then
    echo "---- AoE modules loading ----"
    modprobe aoe
fiบันทึกไว้
# chmod +x /etc/sysconfig/modules/myAoE.modules
2. การคอนฟิกที่ client เพื่อให้เม้าต์แบบอัตโนมัติ (automount)กำหนดให้ใช้เม้าต์ที่ /srv/new_vol/www สำหรับบล๊อกดีไวซ์ e6000.255 2.1 ติดตั้งแพคเกจ autofs # yum install autofs 2.2 สร้างจุดอ้างอิงชื่อ new_vol 2.3 แก้ไขไฟล์คอนฟิกหลักของ autofs # vi /etc/auto.master
เพิ่มข้อความที่บรรทัดสุดท้าย 1 บรรทัด
/srv/new_vol
/etc/auto.new_volบันทึกไว้
2.4 สร้างไฟล์ใหม่ขึ้น # vi /etc/auto.new_vol
ภายในมีข้อความดังนี้
www     -fstype=ext3,rw :/dev/etherd/e6000.255บันทึกไว้
2.5 เริ่มการทำงานของบริการ autofs และทดสอบการทำงาน # service autofs restart
# chkconfig autofs on
# ls /srv/new_vol/www
# df -T
จะเห็นการ mount โดยอัตโนมัติทันทีที่มีการติดต่อกับพื้นที่ที่ตั้งค่าไว้ (www)
ข้อจำกัดและประโยชน์ของ ATAoE
ข้อจำกัด ณ ปัจจุบันของ ATAoE จะเป็นไปตามข้อกำหนดของของ ATA คือ แต่ละดิสก์จะมีขนาดได้ไม่เกิน 114,115 GB ตามข้อจำกัดของ LBA command ขนาด 48 บิต ส่วนจำนวนดิสก์ที่มีได้สูงสุดไม่เกิน 1,048,576 ดิสก์ตามข้อจำกัดของเคอร์เนลลีนุกซ์นั่นเอง ในด้านระบบเครือข่าย การที่ ATAoE ไม่สามารถรูตติ้งได้ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวเอง การจัดการด้วยไฟร์วอลล์จะต้องใช้ ebtables แทนที่จะเป็น iptables หรือใช้โมดูล phydev ของ iptables ก็ได้ แต่จะต้องอาศัยการคอนฟิกบนบริดจ์วอลล์ (bridgewall)แทนที่จะเป็นไฟร์วอลล์เร้าเตอร์ทั่วไป ส่วนการควบคุมและทรั้งกิ้งก็ทำได้ด้วย VLAN (802.1q) ATAoE เป็นโปรโตคอลหนึ่งที่มีบทบาทไม่น้อยในเทคโนโลยี SAN ในขณะที่เคอร์เนลลีนุกซ์ได้ผนวกเอาคุณสมบัตินี้ไว้ให้เราได้ใช้ประโยชน์ได้อย่างง่ายดาย สะดวกและประหยัดเป็นอย่างยิ่ง มีสถานการณ์มากมายที่ผู้ดูแลระบบเซิร์ฟเวอร์จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ ได้แก่ กรณีที่ดิสก์ของเซิร์ฟเวอร์หนึ่งเต็ม ในขณะที่อีกเซิร์ฟเวอร์หนึ่งยังเหลือว่างอยู่ หรือกรณีที่ต้องการขยายเนื้อที่เก็บข้อมูลในเซิร์ฟเวอร์ที่จำนวนฮาร์ดดิสก์ถูกติดตั้งเต็มความจุของคอนโทรลเลอร์หรือ drive bay ถูกใช้ไปจนหมดแล้ว มาถึงบรรทัดสุดท้ายนี้คุณพร้อมหรือยังที่จะนำลีนุกซ์ไปใช้ในองค์กรของคุณ