linux training in Thailand
| Home | Articles | Download | Free Linux Tips | Resources | Training | Web Link | Linux Training English|
| Courses | Schedule | Price & Promotion | Map | Customer Ref. | Instructors | Certification | FAQ | Registration Form |
สถาบันฯ ขอแจ้งปิดทำการระหว่างวันที่ 27 -31 กรกฏาคม 2558 และเปิดทำการปกติวันที่ 3 สิงหาคม 2558
We are on vacations 5 days in July 27-31, 2015 Please contract Line ID : nok_fly or e-mail : info@itdestination.com
ITDestination จะปิดปรับปรุงเว็บไซต์ ตั้งแต่วันที่ 7 - 9 มิถุนายน 2556
อาจจะทำให้ใช้งานไม่ได้ในบริการ Webboard Freetips และ E-Learning จึงขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้
สถาบันฯ ขอแจ้งปิดทำการวันที่ 22-28 กุมภาพันธ์ 2560 และจะเปิดทำการปกติในวันที่ 1 มีนาคม 2560
กรณีติดต่อส่งข้อความมาที่ Facebook: LinuxITDestination หรือ e-mail: info@itdestination.com ซึ่งจะติดต่อกลับประมาณ 17.00 น.
ผู้ลงทะเบียนอบรมสามารถทำข้อสอบ online ในช่วงที่มาอบรมเพื่อทบทวนความรู้ ทำได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง มีข้อเฉลยที่ถูกต้องแนะนำ
สอบถามรายละเอียดโทร 089 890-5494 >>> อ่านรายละเอียด... คลิ๊ก

จับภาพวิดีโอด้วย Red Hat Linux

โดย ธีรภัทร มนตรีศาสตร์,RHCE

"เมื่อนักถ่ายภาพยุคดิจิตอลได้ผู้ช่วยคนเก่งเป็นซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส
อีกแนวทางหนึ่งที่ลีนุกซ์ก็ทำได้ดีเช่นกัน"
ปี 2546 ที่ผ่านมาเป็นปีที่ผู้เขียนต้องเหน็ดเหนื่อยกับการทำงานหนักกว่าทุก ๆ ปีอันเนื่องมาจากกระแสความแรงของระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ที่ตัวผู้เขียนเองเรียกว่า "คลื่นใต้น้ำ" จะด้วยสาเหตุใดก็ตาม แต่ในฐานะวิทยากรอบรมที่โดนคลื่นใต้น้ำที่ว่านี้ซัดไปมาจนต้องทำงานแบบ None Stop ทำให้รู้สึกได้ถึงประสิทธิภาพการสอนที่ลดลงในช่วงปลายปีที่ผ่านมา จึงคิดว่าน่าจะถึงเวลาพักผ่อนกับงานอดิเรกที่ชื่นชอบบ้างถือซะว่าการให้รางวัลกับตัวเองไปพร้อม ๆ กับการเติมพลังเพื่อกลับมาสู้กับงานในปีวอกที่หลาย ๆ คนเชื่อว่าจะเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงพลิกผันจนต้องปรับตัวให้ไวเหมือนลิงอย่างนั้นเลย งานอดิเรกอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนมักจะหาโอกาสให้กับตัวเองอยู่เสมอก็คือ การถ่ายรูป ซึ่งในช่วงแรก ๆ ก็เล่นกล้อง SLR ( Single Len Reflect ) ซึ่งมีเทคนิคเคล็ดลับสารพัดสนุกยิ่งกว่าเล่นลีนุกซ์ซะอีก แต่ด้วยลักษณะของกล้องที่จะต้องใช้ฟิล์ม ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากงานอดิเรกนี้ดูเหมือนจะไม่เหมาะกับสภาพเศรษฐกิจเท่าไหร่ ต่อมาผู้เขียนจึงหันมาเล่นกล้องวิดีโอ ซึ่งบันทึกได้ทั้งภาพเคลื่อนไหวในระบบดิจิตอลที่เรียกว่า DV ( Digital Video ) และสามารถบันทึกภาพนิ่งเก็บไว้ใน Memory Stick ถึงแม้กล้องชนิดนี้จะไม่สามารถสร้างสรรค์ผลงานได้ดั่งใจเหมือนกล้อง SLR แต่ถ้าพูดถึงการตอบสนองการใช้งานตามวัตถุประสงค์ของการบันทึกภาพก็นับว่าเพียงพอแล้ว สิ่งสำคัญที่ทำให้เราสามารถ "สนุก" กับกล้องชนิดนี้ได้เต็มที่ก็คือ ความคุ้มค่าครับ ลำพังกล้องหนึ่งตัว แบตเตอรี่หนึ่งแพค และม้วนวิดีโอหนึ่งม้วน ก็มากพอที่จะทำให้เราสามารถบันทึกภาพสวย ๆ ไปได้ตลอดทริป โดยอาศัยการชาร์จพลังงานเฉพาะเวลาเข้าที่พักบ้าง และเลือกวิธีการบันทึกในโหมด LP ( Long Play Mode ) เมื่อภาพสวย ๆ เหตุการประทับใจเหล่านั้นถูกบันทึกอยู่ในตลับวิดีโอเล็ก ๆ ของเราแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของคอมพิวเตอร์ที่จะแปลงสัญญาณภาพและเสียงเป็นไฟล์วิดีโอเพื่อนำมาจัดทำเป็นภาพยนตร์สารคดีท่องเที่ยวส่วนตัว หรือจะเลือกจับเฉพาะเฟรมสวย ๆ แปลงเป็นไฟล์ JPEG ที่ความละเอียดสูงส่งเข้าศูนย์บริการภาพดิจิตอลเพื่อพิมพ์เป็นรูปภาพออกมาก็ยังได้ ซึ่งปัจจุบันมีราคาประหยัดมาก ( ภาพขนาด A3 รูปละ 50 บาทเท่านั้น ) ซึ่งแน่นอนว่าหากมีความนิยมแพร่หลายมากยิ่งขึ้นราคาย่อมลดลงอีกอย่างแน่นอน ต้องเตรียมอะไรบ้าง ก่อนอื่นคงต้องทำความรู้จักกับกล้อง Mini DV ของผู้เขียนก่อน ซึ่งเป็นกล้อง Sony Mini-DV รุ่น DCR-TRV18E ( รูปที่ 1 ) คุณสมบัติในส่วนอื่น ๆ ผู้เขียนคงไม่นำมากล่าวถึง คงจะเน้นที่การอินเทอร์เฟสกับคอมพิวเตอร์ซึ่งมีอินเทอร์เฟส 2 แบบให้เลือกใช้ คือ USB กับ IEEE1394 ( หรือที่เรียกกันว่า Firewire ) สำหรับการจับภาพวิดีโอแบบดิจิตอลแล้ว ควรใช้ IEEE1394 จะมีความเร็วสูงกว่า คือ ประมาณ 400 Mbps ซึ่งจะทำให้ภาพลื่นไหลไม่สะดุด แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการจับภาพอีกด้วย แต่สำหรับ Sony ตัวนี้ไม่ได้แถมสาย Firewire มาพร้อมกันด้วย เราจึงต้องหามาเพิ่มเอง ซึ่งราคาของสายชนิดนี้ Sony ขายแพงมาก ๆ ๆ


รูปที่ 1 กล้องวิดีโอ Mini-DV ที่ใช้งาน

เมื่อใช้อินเทอร์เฟสแบบนี้ ที่ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์พีซีจึงต้องมีการ์ดอินเทอร์เฟสชนิด IEEE1394 นี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งบนเมนบอร์ดของพีซีรุ่นใหม่ ๆ ( รุ่นใหญ่ ๆ ด้วย ) เริ่มจะมี Build-in มาให้กันบ้างแล้ว แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีดังนั้นจึงต้องซื้อหาการ์ดชนิดนี้มาเพิ่มเติมกันเอง โดยจะมีลักษณะเป็นการ์ดชนิด PCI ตัวเล็ก ๆ ติดตั้งไม่ยุ่งยากอะไร ( ดังรูป 2 ) ผู้เขียนเลือกใช้การ์ดยี่ห้อ ACG ( สนนราคาประมาณ 650 บาท แถมสาย Firewire มาให้เรียบร้อย ) ซึ่งยี่ห้อไม่ใช่ปัญหาอะไรขอแค่เพียงชิปบนการ์ดเป็นชิปของ Lucent เพื่อให้แน่ใจได้ว่าจะสามารถใช้งานกับเจ้า Red Hat Linux ของเราได้อย่างแน่นอน


รูปที่ 2 การ์ด IEEE1394 ราคาถูกที่ผู้เขียนใช้

ในการจับภาพวิดีโอ สิ่งที่จำเป็นมากอีกอย่างหนึ่งก็คือ ฮาร์ดดิสก์ ควรมีความเร็วสูง และเนื้อที่ฮาร์ดดิสก์ยิ่งมากก็ยิ่งสะดวกมากขึ้น แต่ผู้เขียนเองก็ใช้ฮาร์ดดิสก์ชนิด IDE ความเร็ว 7200 รอบต่อนาทีธรรมดา ๆ เท่านั้น แต่ก็ไม่พบปัญหาใด ๆ ด้านซอฟต์แวร์ ผู้เขียนใช้ Red Hat Linux 9.0 รุ่น Professional สภาพเดิม ๆ ไม่ได้อัพเดตเคอร์เนลแต่อย่างใด คือ เคอร์เนล 2.4.20-8 ติดตั้งอย่างง่าย ๆ โดยเลือกติดตั้งครบทุกแพคเกจ หรือ Custom Every Thing ( อ่านวิธีติดตั้ง Red Hat Linux ได้ที่เว็บไซต์ของผู้เขียน ) และแน่นอนที่จะต้องสร้างพาร์ทิชั่นขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อเก็บไฟล์วิดีโอ ติดตั้งการ์ด Firewire การ์ดอินเทอร์เฟสแบบ IEEE1394 หรือ Firewire ที่ผู้เขียนซื้อมาใช้เป็นอุปกรณ์ที่ Red Hat Linux 9.0 มีไดร้วเวอร์สนับสนุนในตัวมันเองอยู่แล้ว จึงตัดปัญหาเรื่องการติดตั้งไปได้อย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนต้องการหลีกเลี่ยงอยู่แล้ว หลังจากเสียบการ์ดลงไปที่สล๊อต PCI แล้วเปิดเครื่องเข้าสู่ Linux โปรแกรม Kudzu จะดีเทคพบการ์ดตัวนี้ให้ตอบคอนฟิกฮาร์ดแวร์ เมื่อทำการล๊อกอินเป็น root จะเห็นชื่อชิปดังรูปที่ 3 และเห็นเคอร์เนลโมดูลดังรูปที่ 4


รูปที่ 3 ผลลัพธ์คำสั่ง lspci จะเห็น Firewire



รูปที่ 4 ผลลัพธ์คำสั่ง lsmod จะเห็น ohci1394 และ ieee1394

ซอฟต์แวร์จับภาพวิดีโอ ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการจับภาพวิดีโอจากกล้อง DV ผ่านอินเทอร์เฟส Firewire ในปัจจุบันมีอยู่มากมายและหามาใช้งานได้ไม่ยาก โดยส่วนใหญ่แล้วเมื่อเราซื้อกล้องดิจิตอล หรือการ์ดจับภาพวิดีโอก็มักจะได้ซอฟต์แวร์จำพวกนี้มาด้วยเสมอ อย่างเช่นกล้องวิดีโอของ Sony ที่ผู้เขียนใช้หรือการ์ด Firewire นี้ก็มีซอฟต์แวร์ Pixelia และ Video Studio มาเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองโปรแกรมจะต้องใช้งานในระบบปฏิบัติการวินโดวส์ซึ่งใช้งานง่ายพอสมควร ( เริ่มต้นใช้งานใหม่ ๆ ก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ ) สามารถควบคุมกล้องได้จากตัวโปรแกรม เช่น กรอเทปไปมา หรือจับภาพนิ่ง สั่งเริ่มหรือหยุดบันทึก แต่ถึงอย่างไรก็ใช้ทรัพยากรของเครื่องคอมพิวเตอร์ค่อนข้างมากสังเกตได้จากขณะจับภาพและแปลงไฟล์วิดีโออยู่นั้นจะต้องแฮงค์ให้ได้ทุกครั้งไป ทำให้เสียเวลาและยุ่งยากกับการกรอเทปหาจุดเริ่มจับภาพต่อจากจุดเดิมบ่อยมาก และทำให้เกิดเป็นไฟล์ย่อย ๆ จำนวนมากต้องมาใช้โปรแกรมตัดต่อช่วยประติดประต่อวิดีโอเข้าด้วยกันอีก จึงเสียเวลามาก ผู้เขียนลองใช้เครื่องสเปคสูง ๆ ระดับ Pentium 4 ความเร็ว 2 GHz DDR 256MB และ ฮาร์ดดิสก์ Maxtor รุ่น 10,000 รอบต่อนาที ก็ยังไม่เพียงพอ และโปรแกรมวินโดวส์จะยังคงแฮงค์อยู่เสมอเมื่อไฟล์มีขนาดใหญ่ขึ้นไม่เท่าไหร่ คือ ประมาณ 1 GB เท่านั้น้ ในการทำงานจริงเรามักจะเปิดกล้องให้เล่นเทปไปเรื่อย ๆ ปล่อยให้โปรแกรมจับภาพนำสัญญาณภาพดิจิตอลจาก Firewire มาแปลงและบันทึกไฟล์ไว้ในฮาร์ดดิสก์ ซึ่งกินเวลาเท่า ๆ กับความยาวของภาพยนตร์ ดังนั้นการแสดงภาพวิดีโอที่กำลัง capture อยู่นั้นจึงไม่มีความจำเป็นเท่าไหร่นัก และน่าจะเป็นต้นเหตุหนึ่งที่ทำให้โปรแกรมใช้ทรัพยากรเครื่องมากขึ้นโดยไม่จำเป็น แต่หลาย ๆ โปรแกรมก็ไม่สามารถปิดการทำงานส่วนนี้ได้ จะมีก็แต่เช็คบ๊อกซ์ที่เอาไว้สั่งให้ shutdown เครื่องทันทีที่การ capture สิ้นสุดลง ทั้งนี้เพื่อเราจะได้ปิดจอภาพแล้วไปทิ้งเครื่องให้ทำงานไปโดยลำพัง แต่ถึงแม้ว่าเราต้องการจำมอนิเตอร์ดูภาพไปพร้อมกันด้วยก็สามารถดูได้ผ่านทางจอ LCD ที่ติดอยู่บนตัวกล้องนั่นเอง โปรแกรมจับภาพวิดีโอสำหรับ Linux โปรแกรมจับภาพวิดีโอที่ทำงานในระบบปฏิบัติการลีนุกซ์มีอยู่หลายโปรเจค แต่ที่ผู้เขียนต้องการใช้งานควรจะเป็นลักษณะที่สั่งงานผ่านคอมมานด์ไลน์ โดยพิมพ์คำสั่งสั้น ๆ แล้วกดเอนเทอร์ พร้อม ๆ กับเริ่มเดินเทป จากนั้นก็ปล่อยให้โปรแกรมทำงานไปเอง โดยจับภาพทีละเฟรมบันทึกเป็นไฟล์ AVI เมื่อไฟล์มีขนาดใหญ่ถึงระดับหนึ่ง ( ตามขีดจำกัดของระบบไฟล์ คือประมาณ 2 GB หรือค่าที่เรากำหนดไว้ ) ก็ขยับไปสร้างไฟล์ใหม่ขึ้นโดยตั้งชื่อไฟล์เรียงไปตามลำดับโดยอัตโนมัติ ระหว่างนี้เราอาจจะปิดจอภาพไปทำธุระอื่น ๆ ก็ได้ เมื่อครบเวลา ( ตามความยาวของภาพยนตร์ ) ก็จะได้ไฟล์วิดีโอที่ครบถ้วนตามต้องการ และที่สำคัญคือหวังว่าเมื่อกลับมาจะไม่พบอาการแฮงค์ของเครื่องรออยู่ ฟังดูดีนะ แต่มีโปรแกรมอย่างที่ต้องการนี้หรือเปล่า มีสิครับ เจ้าโปรแกรมนี้ชื่อว่า dvgrab ( ดีวีแกร๊บ ) หาดาวน์โหลดมาใช้งานได้ไม่ยากเลย ค้นเอาที่เว็บไซต์ freshmeat.net ก็ได้ ผู้สร้างโปรแกรมนี้ได้จัดเตรียมแพคเกจไว้หลายรูปแบบ ทั้งซอร์สโค๊ด ,deb และ rpm สำหรับผู้ใช้งาน Red Hat Linux 9.0 จะต้องดาวน์โหลดไฟล์ทั้งสิ้น 3 ไฟล์ครับ เป็นตัวซอร์สโค๊ด 1 ไฟล์ และไลบรารี่ libdv อีก 2 ไฟล์ ดังนี้
  1. dvgrab-1.4.tar.gz ขนาดประมาณ 147KB
  2. libdv-0.101-1.i386.rpm และ libdv-devel-0.101-1.i386.rpm ขนาดประมาณ 107KB และ 93KB ตามลำดับ ล๊อกอินเป็น root แล้วนำทั้งสามไฟล์นี้เก็บไว้ที่ Home Directory ของผู้ดูแลระบบ คือที่ /root เพื่อทำการติดตั้งกันต่อไป
ขั้นตอนการติดตั้ง dvgrab การติดตั้งโปรแกรมมีลำดับนิดหน่อย คือ จะต้องติดตั้งชุดแพคเกจ libdv เสียก่อน จึงจะสามารถคอมไพล์โปรแกรม dvgrab มิฉะนั้นจะขาดส่วนประกอบสำคัญไปทำให้โปรแกรมทำงานไม่ได้ ( คอมไพล์ผ่านนะครับ แต่ทำงานไม่ได้ ) ดังนั้นจึงต้องใช้คำสั่ง rpm ติดตั้งแพคเกจดังกล่าวเสียก่อน ตามรูปที่ 5


รูปที่ 5 ติดตั้งไลบรารี่ libdv

เมื่อเสร็จแล้ว ให้แตกไฟล์ dvgrab-1.4.tar.gz ออกมา ใช้คำสั่ง tar ตามตัวอย่างในรูปที่ 6


รูปที่ 6 การแตกไฟล์ด้วยคำสั่ง tar

แล้วดำเนินขั้นตอนการคอมไพล์ โดยเริ่มจากพิมพ์คำสั่ง ./configure ดังรูปที่ 7 สังเกตว่าจะมี warning ว่าไม่พบ Library สำหรับ QuickTime แต่ไม่สร้างปัญหาใด ๆ ที่สำคัญตรง libdv ( เหนือ Quicktime ขึ้นมาเล็กน้อย ) จะต้องไม่ติด Warning ใด ๆ


รูปที่ 7 ข้อความที่เกิดขึ้นขณะคอมไพล์โปรแกรม dvgrab

จากนั้นใช้คำสั่ง make และ make install ตามลำดับ จะได้ผลลัพธ์บนจอภาพ ดังรูปที่ 8 จะสังเกตเห็นว่ามี man page ไว้ช่วยแนะนำการใช้งานด้วย


รูปที่ 8 ผลลัพธ์คำสั่ง make และ make install

เริ่มจับภาพวิดีโอ เมื่อทำการต่อสายสัญญาณ Firewire ระหว่างการ์ด IEEE1394 ด้านหลังเครื่องคอมพิวเตอร์เข้ากับกล้องเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากโปรแกรมนี้จะไม่สามารถควบคุมกล้องได้ดังเช่นโปรแกรมบนวินโดวส์ ผู้ใช้งานจึงต้องกรอม้วนเทปไปยังตำแหน่งที่ต้องการเริ่มต้นจับภาพเอง แล้วพิมพ์คำสั่ง modprobe raw1394 เพื่อโหลดโมดูลสนับสนุนการติดต่อกับกล้อง DV แล้วพิมพ์ dvgrab foo.avi แล้วกด Enter พร้อมกับกดปุ่ม Play บนกล้องวิดีโอ โปรแกรมจะเริ่มจับภาพลงสู่ไฟล์ foo.avi และจะเปลี่ยนชื่อไฟล์ไปเองเมื่อไฟล์มีขนาดใหญ่ถึงระดับที่กำหนดไว้ โดยค่าปรกติของโปรแกรมนี้จะบันทึกไฟล์เป็นฟอร์แมต AVI ในโหมดบันทึกแบบดิจิตอล Type-1 ( รักษาฟอร์แมตดั่งเดิมไว้ไม่แยก Video Stream กับ Audio Stream ออกจากกัน ) แต่ก็สามารถเลือกเป็นโหมด Type-2 ได้ด้วยพารามิเตอร์ - - format เมื่อบันทึกแล้วจะได้ไฟล์ AVI ดังรูปที่ 9


รูปที่ 9 ไฟล์ผลลัพธ์จะมีการรันนิ่งตัวเลขตามลำดับ

จากการที่ได้ทดลองใช้งานผู้เขียนพบว่า ข้อดีของการใช้งานโปรแกรม dvgrab นี้ก็คือ ความเรียบง่าย ตรงไปตรงมา ต้องการ capture ก็ทำหน้าที่ capture มาให้จริง ๆ ไม่ปรุงแต่งอะไรมากมาย จึงทำให้ภาพวิดีโอที่ได้มานี้อยู่ในระดับที่น่าพอใจมาก ปล่อยให้ทำงานต่อเนื่องร่วมสองชั่วโมงก็ไม่มีอาการแฮงค์ ส่วนเรื่องความเร็วนั้นไม่อาจเร่งให้เร็วเกินกว่านี้ได้ เพราะจะต้อง Play back ด้วยสปีดปรกติของการชมภาพยนตร์นั่นเอง Preview กันหน่อย หลังจากที่เราจับภาพจากกล้อง DV มาแปลงเป็นไฟล์ AVI แล้ว น่าเสียดายที่ Red Hat Linux 9.0 ไม่ได้ให้โปรแกรมสำหรับการเล่นไฟล์วิดีโอมาด้วยเลยซักโปรแกรมเดียว จึงเป็นหน้าที่ของผู้ใช้ที่ต้องขนขวายหาโปรแกรมประเภทนี้มาติดตั้งใช้งานกันเอง ได้แก่โปรแกรม mplayer ,xine และ VLC ก็ได้ตามแต่ความชอบ ซึ่งการติดตั้งโปรแกรม mplayer ผู้เขียนไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้ เพราะมีวิธีการติดตั้งอยู่ที่เว็บไซต์ของผู้เขียนเรียบร้อยแล้ว ความสนุกไม่ได้จบลงเพียงเท่านี้ ในการใช้งานเบื้องต้นเกี่ยวกับการจับภาพวิดีโอจากกล้อง DV นี้ ยังมีส่วนที่ผู้เขียนไม่ได้กล่าวถึงอีกหลายส่วนที่อยู่นอกเหนือจากบทความนี้ อันได้แก่ การควบคุมกล้องจากชุดคำสั่งคอมมานด์ไลน์ไม่ใช่ว่าลีนุกซ์ทำไม่ได้เลยทีเดียวแต่จะใช้อีกคำสั่งหนึ่งคือ dvcont การตัดต่อ Video Clip เข้าด้วยกัน เรื่องของการแปลงฟอร์แมต AVI ไปสู่ฟอร์แมตอื่น ๆ เช่น MPEG หรือ Real Player หรือแม้แต่ MJPEG รวมไปถึงการบันทึกสร้างแผ่น VCD/DVD ซึ่งทั้งหมดนี้ผู้เขียนยืนยันว่าสามารถทำได้ด้วยซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส ถ้ามีโอกาสจะนำมาฝากอย่างแน่นอน ครับ…ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาผู้เขียนสะพายกล้องไปสัมผัสความหนาวบนยอดดอยอินทนนท์ ชมความงามของพืชพันธุ์ไม้ในโครงการหลวง ฯ นมัสการพระธาตุดอยสุเทพ และแวะไปชื่นชมความน่ารักของเจ้าแพนด้า ( เทวัญ กับเทวี ) ที่สวนสัตว์เชียงใหม่ นับว่าเป็นการพักผ่อนที่วิเศษทีเดียว ภาพวิดีโอจากกล้อง DV ของผู้เขียนได้ถูกจับภาพเป็นไฟล์ AVI แล้วแปลงเป็นไฟล์แบบ Streaming เผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต หากท่านอยากชมภาพวิดีโอของเจ้าแพนด้าอย่างใกล้ชิดขอเชิญได้ที่เว็บไซต์ของผู้เขียน http://www.itdestination.com สำหรับผู้เขียนเองถือว่าเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นและภาคภูมิใจไม่น้อยถ้าหากกระบวนการผลิตวิดีโอทั้งหมดสำเร็จได้ผลดีเยี่ยมโดยอาศัยเครื่องมือที่เป็นซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สทั้งหมดทุกขั้นตอน ผู้เขียนหวังว่าเรื่องราวเหล่านี้คงทำให้ท่านมองเห็นลีนุกซ์ และซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สในอีกมุมหนึ่งที่ใกล้ตัวเรามากขึ้น