linux training in Thailand
| Home | Articles | Webboard | Download | FreeTips | Resources | Training | Services | Blog | Web Link | Linux Training English|
| Courses | Schedule | Price & Promotion | Map | Customer Ref. | Instructors | Certification | FAQ | Registration Form |
สถาบันฯ ขอแจ้งปิดทำการระหว่างวันที่ 10-14 กรกฏาคม 2557 และเปิดทำการปกติวันที่ 15 กรกฏาคม 2557
We are on vacations 5 days in July 10-14, 2014 Please contract Line ID : nok_fly or e-mail : info@itdestination.com
ITDestination จะปิดปรับปรุงเว็บไซต์ ตั้งแต่วันที่ 7 - 9 มิถุนายน 2556
อาจจะทำให้ใช้งานไม่ได้ในบริการ Webboard Freetips และ E-Learning จึงขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้
ผู้ลงทะเบียนอบรมสามารถทำข้อสอบ online ในช่วงที่มาอบรมเพื่อทบทวนความรู้ ทำได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง มีข้อเฉลยที่ถูกต้องแนะนำ
สอบถามรายละเอียดโทร 0-2509-8444, 0-2509-0484, 089 890-5494 >>> อ่านรายละเอียด... คลิ๊ก

งานและอาชีพบนเส้นทางสายโอเพ่นซอร์ส

โดย ธีรภัทร มนตรีศาสตร์,RHCE



การขยายตัวของเทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างความเจริญให้กับสังคมในหลายด้าน ทำให้เกิดความต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาการต่างๆ เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับภารกิจหน้าที่ในลักษณะที่แตกต่างกันมากมายหลายตำแหน่ง ซึ่งตัวบุคลากรถือว่าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญยิ่งในการขับเคลื่อนให้ระบบคอมพิวเตอร์และสารสนเทศสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุตามความต้องการขององค์กร อันส่งนำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้าแก่สังคมและประเทศ เมื่อพิจารณาถึงบุคลากรด้านไอทีในส่วนที่เป็นแรงงานในภาคอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ ในปัจจุบันยังมีแรงงานในกลุ่มนี้ไปเพียงพอกับความต้องการทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ ดังจะเห็นได้จากจำนวนผู้จบการศึกษาในด้านคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะเปรียบเทียบกับจำนวนผู้ปฏิบัติงานด้านนี้ที่ไม่ได้มีคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องโดยตรง อันเป็นสภาพปัจจุบันที่ทราบกันโดยทั่วไป ปัญหาด้านแรงงานดังกล่าวหากเป็นแรงงานฝีมือระดับปฏิบัติการทั่วไปแล้ว ยังไม่ถือว่าร้ายแรงแต่อย่างใด ทั้งนี้เนื่องจากแหล่งความรู้และโอกาสที่บุคคลทั่วไปจะสามารถศึกษาและพัฒนาความรู้ทักษะในการปฏิบัติงานด้านคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์นั้นเป็นเรื่องที่สามารถทำได้หลายวิธีตั้งแต่การศึกษาด้วยตนเอง (self learning) การฝึกฝนจากการปฏิบัติงานในที่ทำงาน (work-place training) และการฝึกอบรมจากสถาบันต่างๆ (Formal training) ไม่ว่าจะเป็นวิธีการใดก็ตามบุคคลทุกคนย่อมพัฒนาตนเองได้หากได้รับโอกาสที่เหมาะสม แต่เงื่อนไขประการหนึ่งที่จะเป็นโอกาสหรืออุปสรรคของการพัฒนาบุคคล นั่นคือบุคลิกภาพของแต่ละบุคคลนั่นเอง เมื่อพิจารณาถึงวิชาชีพที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ ตามโครงสร้างการจัดมาตรฐานอุตสาหกรรม (กรมส่งเสริมการมีงานทำ, กรมการจัดหางาน) ได้แบ่งบุคลิกภาพของบุคคลในอาชีพในระบบ เป็น 6 กลุ่ม ดังนี้
  1. Realistic บุคลิกภาพแบบจริงจัง ไม่คิดฝัน นิยมความจริง ได้แก่ วิศวกร ช่างเทคนิค
  2. Investigative บุคลิกภาพแบบต้องใช้เชาว์ปัญญาและความคิดวิชาการ หรือผู้ใช้กิจกรรมทางปัญญาในการแก้ปัญหา และแสวงหาความรู้ ได้แก่ แพทย์ โปรแกรมเมอร์ นักวิเคราะห์ระบบ ผู้เชี่ยวชาญสื่อสารข้อมูล นักเศรษฐศาสตร์ ครูสอนการศึกษาพิเศษ
  3. Artistic บุคลิกภาพแบบมีศิลปะ ได้แก่ เว็บมาสเตอร์ สถาปนิก นักประชาสัมพันธ์ นักเขียน นักออกแบบ จิตรกรและช่างศิลป์ นักแสดง
  4. Social บุคลิกภาพที่ชอบสมาคม สังคมกับบุคคลอื่น มีความสนใจสังคม ได้แก่ ผู้จัดการโรงแรม ผู้ประกอบวิชาชีพด้านการสอน แนะแนว นักสังคมสงเคราะห์ พยาบาล นักจัดรายการ
  5. Enterprising บุคลิกภาพแบบกล้าคิดกล้าทำ มีธรรมชาติที่ชอบทำกิจกรรม เกี่ยวข้องกับการวางแผนหรือผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ ผู้จัดการ นักวางแผน ทนายความ ผู้พิพากษา นักกฎหมาย
  6. Conventional บุคลิกภาพที่ทำตามระเบียบแบบแผน ได้แก่ เจ้าหน้าที่ควบคุมคุณภาพ นักบัญชี ผู้ตรวจสอบบัญชี พนักงานประเมินราคา
กลุ่มบุคลิกภาพเหล่านี้มีประโยชน์ต่อการทดสอบประเมินตนเองเพื่อการเลือกประกอบอาชีพ การวางแผนการศึกษาและการพัฒนาตนเอง ซึ่งข้อมูลที่นำเสนอนี้จะช่วยให้ทำความเข้าใจบุคคลในบทความนี้ได้ง่ายขึ้น ความหมายของงานกับอาชีพ เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน จะต้องแยกให้ออกว่างานกับอาชีพนั้นมีความหมายแตกต่างกันอย่างไร เพราะในชีวิตประจำวันของเราจะต้องเกี่ยวข้องกับการทำงานเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง (เศรษฐกิจส่วนบุคคล) งาน หมายถึง กิจกรรม ภารกิจ ที่บุคคลกระทำเพื่อให้เกิดความสำเร็จตามที่ต้องการ การประกอบอาชีพใดๆ ก็ตามจะประกอบไปด้วยงานย่อยๆ มากมาย ดังนั้นงานจึงอาจจะเกี่ยวข้องกับอาชีพหรือไม่ก็ได้ นอกจากนี้ งานบางอย่างอาจกระทำเพื่อตอบสนองความต้องการอื่นๆ ที่ไม่คำนึงถึงรายได้หรือผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินก็ได้ เช่น งานอดิเรก (hobby) งานอาสาสมัคร (volunteer) เป็นต้น อาชีพ หมายถึง การปฏิบัติหน้าที่ของบุคคลที่มีข้อกำหนดหรือข้อตกลงหรือขอบเขตของภารกิจและความรับผิดชอบไว้อย่างชัดเจน โดยมีผลตอบแทนของผลลัพธ์เป็นรายได้ตามที่คาดหวังไว้ มีความจริงจังมากกว่างานทั่วไป สะท้อนคุณค่าของตัวบุคคลและผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง มีกิจวัตรที่ต่อเนื่องและมีการพัฒนาในตัวอาชีพเอง และอาชีพเป็นสิ่งที่บุคคลมีความคาดหวังที่จะพึ่งพากิจวัตรนี้ไปเป็นระยะเวลายาวนาน จึงมีความต้องการที่จะรักษาอาชีพให้คงอยู่ตลอดไป ดังนั้นการที่ใครซักคนหนึ่งสามารถบอกได้ว่าตนเองยึดอะไรเป็นอาชีพนั้น จึงมีคุณค่าและอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ซ่อนอยู่อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาตนเองได้อย่างไร ระดับของความมั่นใจในการปฏิบัติงาน ระดับฝีมือหรือความเชี่ยวชาญของบุคคลผู้นั้น

Paradigm ที่ยุ่งเหยิง เค้าโครงทางความคิด (Paradigm) ที่เกิดขึ้นในโลกของซอฟต์แวร์ปัจจุบันอันมีที่มาจากความแตกต่างของแนวความคิด 2 ด้าน คือ ซอฟต์แวร์ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้พัฒนาขึ้น (proprietary software) กับ ซอฟต์แวร์เสรี (free software) ซึ่งริเริ่มแนวคิดนี้โดยนาย Richard Stallman ผู้ก่อตั้ง Free Software Foundation (FSF) และเผยแพร่อุดมการณ์ไปทั่วโลกว่า "ซอฟต์แวร์ทั่วโลกจะต้องมีเสรีภาพในการเปิดเผยโค๊ดต้นฉบับ ปรับปรุง พัฒนา สำเนาเผยแพร่ และใช้งาน" ซึ่งเป็นความคิดที่สวนทางกับแนวทางการทำธุรกิจซอฟต์แวร์โดยสิ้นเชิง นี่คือ แนวคิดขัดแย้งคู่แรกที่เกิดขึ้น ในขณะที่ความขัดแย้งดังกล่าวกำลังดำเนินไปควบคู่กับการขยายตัวจากแนวคิดซอฟต์แวร์เสรีที่มีคุณค่าและข้อดีอยู่ในตัวเองจนแปรสภาพจากแนวคิดที่เป็นนามธรรมไปสู่โปรเจคต่างๆ ที่เป็นรูปธรรม เกิดซอฟต์แวร์ตามแนวคิดซอฟต์แวร์เสรีที่ได้พิสูจน์คุณภาพแล้วมากมาย ทีมีชื่อเสียงมากๆ ได้แก่ SAMBA ,Apache ,Squid รวมทั้งระบบปฏิบัติการลินุกซ์ที่กลายเป็นตัวแทนหรือสัญลักษณ์ของการต่อสู้ครั้งนี้ ในโลกยุคเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่มีผลประโยชน์ทางธุรกิจเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ คำว่า Free จากคำว่า Free Software นั้นทำให้ความเข้าใจผิดเพี้ยนไปคนละมุมกันระหว่างความหมายว่า "เสรีภาพ" กับคำว่า "การให้เปล่า" ( นายริชาร์ดยกตัวอย่างที่แตกต่างกันระหว่างคำว่า "free speech" กับคำว่า "free beer" ) จึงเกิดผลตามมา 3 เรื่อง คือ เรื่องแรก ความพยายามอธิบายให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องว่าซอฟต์แวร์เสรี ( free software ) ไม่ใช่ซอฟต์แวร์ที่แจกฟรี ( freeware ) เรื่องที่สอง ปัญหาเรื่องของการเผยแพร่และการแสดงความเป็นเจ้าของในทางกฎหมาย จุดนี้จึงทำให้ FSF ต้องออกข้อตกลงในการใช้ฟรีซอฟต์แวร์ของตนเองออกมา เรียกว่า License นั่นเอง เช่น GNU/GPL (General Public License) เรื่องที่สาม เป็นประเด็นย่อยที่เกิดจากความสำเร็จของซอฟต์แวร์เสรีทั้งหลาย จึงทำให้เกิดช่องทางธุรกิจขึ้น คือ มีกลุ่มบุคคลทีเห็นคุณค่าของซอฟต์แวร์เสรีเหล่านี้ว่ามีค่ามากกว่าที่จะนำมาแจกจ่ายฟรีเท่านั้น แต่สามารถเพิ่มมูลค่าในทางเศรษฐศาสตร์ได้ จึงควรนำมาใช้ประโยชน์ในทางการค้า (trading) จึงเป็นที่มาของคำศัพท์ใหม่คือคำว่า โอเพ่นซอร์ส (Open source) เพื่อขจัดปัญหาในเรื่องแรกซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการทำการค้า กล่าวโดยสรุปได้ว่า ซอฟต์แวร์เสรี (free software) คือแนวคิดในการพัฒนาซอฟต์แวร์โดยมุ่งเน้นคุณค่าในเชิงสังคมเป็นสำคัญ แต่โอเพ่นซอร์สเป็นการนำซอฟต์แวร์เสรีมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางการค้าโดยไม่ขัดต่อสิทธิ (License) ที่ซอฟต์แวร์เหล่านั้นประกาศไว้ และซอฟต์แวร์เสรีที่ถูกแปรรูปเหล่านี้จึงถูกเรียกว่าซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส (Open Source Software) บางครั้งเราจะเรียกรวมกันว่า F/OSS ถึงจะเกิดการพัฒนารูปแบบจนคล้ายกับเกิดการรวมกัน แต่ในสภาพที่แท้จริงทั้งสองกลุ่มต่างมีจุดยืนที่เหลื่อมล้ำหรือซ้อนทับกันบางส่วนทั้งในเชิงขัดแย้งทางความคิดและมีการพึงพากันเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน และนี่คืออีกสองขั้วที่ขัดแย้งกันในโลกซอฟต์แวร์วันนี้ ผลกระทบที่เกิดจากโมเดลพัฒนาซอฟต์แวร์เสรี นอกจากความไม่เข้าใจในเรื่องความหมายและความสัมพันธ์ในกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาซอฟต์แวร์แล้ว ยังมีคำถามที่เกิดขึ้นอีกหลายประเด็น ในส่วนตัวบุคคลมักจะมีข้อสงสัยว่า คนที่พัฒนาซอฟต์แวร์มีรายได้จากไหน?
โมเดลการพัฒนาของซอฟต์แวร์เสรีจะทำให้โปรแกรมเมอร์จะอดตายหรือเปล่า?
ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สสร้างรายได้ได้จริงหรือไม่ ทำได้อย่างไร?

ความเปลี่ยนแปลงจากโมเดลการพัฒนาซอฟต์แวร์เสรีทำให้หลายๆ ฝ่ายเริ่มตั้งข้อสงสัยและกลัวไปต่างๆ นาๆ แต่ถ้ามองว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ก็จะเห็นว่าการกำเนิดของซอฟต์แวร์เสรีและโอเพ่นซอร์สจะช่วยให้เกิดงาน อาชีพและธุรกิจแขนงใหม่ๆ ขึ้น ปริมาณความต้องการบุคลากรในด้านต่างๆ ที่จะเข้ามาสนับสนุนงานก็จะเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ถ้ามองในแง่บวกแล้วถือว่าเป็นโอกาสที่ดีมาก เนื่องจากคุณสมบัติของซอฟต์แวร์เสรีเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเรียนรู้การทำงานภายในโปรแกรม ปรับปรุง แก้ไข ได้ตามที่ต้องการจึงสามารถดัดแปลงให้ซอฟต์แวร์ต่างๆ เหมาะสมกับการใช้งานได้ดีกว่าซอฟต์แวร์ที่ปกปิดโค๊ดต้นฉบับไว้ คำว่าดัดแปลงนี้ไม่จำเพาะว่าคุณจะต้องเป็นนักเขียนโปรแกรมเท่านั้น แต่หมายถึงการสร้างระบบซอฟต์แวร์ของตัวเองขึ้นจากการผสมซอฟต์แวร์หลายๆตัวเข้าด้วยกันก็ย่อมได้
โอเพ่นซอร์สไม่ใช่เส้นทางอาชีพ มีความเห็นที่ขัดแย้งถูกนำเสนอให้เห็นอยู่บ่อยๆ ในบทความหรือ Blog หลายๆ ครั้งที่เป็นทัศนะที่น่าสนใจมาก ตัวอย่างเช่นบทความของ Dion Almaer (Febuary 02, 2005) ได้นำเสนอในหัวข้อ "Opensource is NOT a career path" โดยแสดงจุดยืนว่า การก้าวเข้าสู่โอเพ่นซอร์สโดยถือว่าเป็นเส้นทางสู่อาชีพนั้นเป็นความคิดที่ผิด เพราะแม้แต่นาย Linus Torvalds ผู้สร้างลินุกซ์เคอร์เนลก็ไม่ได้คิดเช่นนี้ แต่น่าจะเกิดจากแรงบันดาลใจหรือความประสงค์อื่นๆ ของบุคคลนั้นมากกว่า นอกจากนี้ยังแสดงทัศนะอีกหลายประเด็น คือ
  • การที่บางคนเข้ามาในวงการโอเพ่นซอร์สนั้นก็เพื่อที่จะให้ตนเองมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในชุมชนโอเพ่นซอร์ส
  • การที่กระโดดเข้าไปในเมล์ลิ่งลิสต์แล้วเริ่มเปิดโปรเจคเพื่อให้คนอื่นๆ เข้ามาร่วมงานนั้น เป็นการสร้างปัญหา ซึ่งแทนที่จะช่วยให้ชีวิตการทำงานดีขึ้น กลับเป็นภาระที่ไม่จบสิ้นและยากจะถอนตัว
  • ระหว่างใบรับรอง (Certification) ซักใบกับการทำงานในโปรเจคโอเพ่นซอร์ส อะไรจะน่าสนใจมากกว่ากันเมื่อปรากฏบนเอกสารที่ใช้สมัครงาน
  • โปรเจคโอเพ่นซอร์สจะมีประโยชน์ต่อชีวิตการทำงานเมื่อโปรเจค (ที่ประสบผลสำเร็จแล้ว) นั้นมีเทคโนโลยีสอดคล้องกับงานที่กำลังรับผิดชอบอยู่
  • อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะไม่ใช้เส้นทางสู่อาชีพ (Career Path) แต่การค้นหาสิ่งที่จะตอบสนองความต้องการของตนเองในโลกโอเพ่นซอร์สก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี
  • จะเห็นได้ว่ามุมมองของท่านผู้นี้มีทัศนคติที่ทำให้เกิดคำถามขึ้นหลายประการ และค่อนข้างจะสวนทางกับสภาพปัจจุบันที่ปรากฏอยู่ เช่น จำนวนโปรเจคและบุคคลที่ร่วมพัฒนาโปรเจคโอเพ่นซอร์สที่เพิ่มขึ้น ปรากฏการณ์ที่บริษัทยักษ์ใหญ่หันมาลงทุนหรือสนับสนุนซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส หรือแม้แต่บางประเทศที่ตั้งเป้าหมายการใช้ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งหมดนี้จะมีแนวโน้มอย่างไรบ้างจะได้นำเสนอกันต่อไป

    Business Model ของโอเพ่นซอร์ส ถึงตรงนี้เราคงต้องตัดประเด็นของซอฟต์แวร์เสรีของ Richard Stallman ออกไปก่อนเนื่องจากเป็น Paradigm ของการพัฒนาซอฟต์แวร์และอุดมการณ์ของกลุ่มนักพัฒนาซอฟต์แวร์ ตัวแบบเชิงธุรกิจที่เป็นไปได้จึงย้ายจุดสนใจมาที่กลุ่มธุรกิจโอเพ่นซอร์สซึ่งตามที่ได้กล่าวไปแล้วว่าเน้นการเพิ่มมูลค่าให้กับซอฟต์แวร์เสรีนั่นเอง จึงเป็นกลุ่มที่จะผลักดันทำให้เกิดการสร้างงานและอาชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม โปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งเดิมทีมีฐานะเป็นสินค้า (products) จะมีคุณค่าทางเศรษฐศาสตร์ในตัวเอง 3 ชนิดด้วยกัน คือ use value คือ มีคุณค่าจากการใช้ประโยชน์เหมือนกับเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่นำมาใช้งานเพื่อให้บรรลุความประสงค์ของผู้ใช้
    market value คือ คุณค่าของโปรแกรมในฐานะสินค้าที่สามารถนำไปขายได้
    และ monopoly valueคือ คุณค่าของโปรแกรมที่มีเอกลักษณ์ มีความพิเศษแตกต่างจากคู่แข่ง
    เมื่อนำซอฟต์แวร์เสรีมาเปรียบเทียบตามแนวทางนี้แล้ว จะเห็นว่าซอฟต์แวร์เสรีมีแต่ use value ไม่อาจมี market value และ monopoly value ได้ เพราะข้อกำหนดของซอฟต์แวร์เสรีคือ "ห้ามขาย" จึงไม่มีคุณค่าในทางการตลาด (ใครอยากทำการตลาดให้กับของที่ขายไม่ได้) และซอฟต์แวร์เสรีไม่มีคุณค่าชนิด monopoly value เพราะใครๆ ก็สามารถเข้าถึง "ความลับ" ในตัวโปรแกรมทุกๆ ส่วนได้ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม Eric S. Raymond ผู้ก่อตั้ง Redhat Inc. ได้อธิบายตัวแบบการพัฒนาโอเพ่นซอร์สไว้ เรียกว่า "The Cathedral and the Bazaar" ซึ่งช่วยให้มองเห็นแนวโน้มและลู่ทางของธุรกิจโอเพ่นซอร์สได้ง่ายขึ้น
    ดังนั้นตัวแบบทางธุรกิจโอเพ่นซอร์สจึงทำได้เฉพาะส่วนงานให้บริการต่างๆ เท่านั้น ( Service & Support ) ซึ่งมีนักวิเคราะห์ได้รวบรวมกลยุทธ์ในการทำธุรกิจโอเพ่นซอร์สไว้ 7 ด้านด้วยกัน ( แต่เชื่อว่ายังไม่มีความสมบูรณ์หรือครอบคลุมเพียงพอ ) จะขออธิบายพอสังเขปดังนี้
  • The Optimization Strategy เป็นการควบรวมหรือปรับระบบให้เข้ากันได้ระหว่างซอฟต์แวร์เสรีกับซอฟต์แวร์เชิงพานิชย์ เช่น การทำโซลูชั่นแบบครบวงจรในงานขนาดใหญ่ เป็นต้น
  • The Dual License Strategy เป็นการแบ่งตัวสินค้าออกเป็น 2 รุ่น คือ รุ่นฟรี กับรุ่นไม่ฟรี บริษัทที่ใช้กลยุทธ์นี้ได้แก่ Sendmail ,MySQL
  • The Consulting Strategy เป็นการให้คำปรึกษาในการนำซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สเข้าไปใช้ในองค์กร
  • The Subscription Strategy เป็นการให้บริการเสริมสำหรับผู้ใช้ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สที่ต้องการบริการที่ดีกว่าบริการขั้นพื้นฐานทั่วไป ตัวอย่างเช่น ClamAV ,Snort ,RedHat ,Novell ผู้ที่สมัครสมาชิกจะได้รับสิทธิพิเศษในการอัพเดตออนไลน์ การให้บริการแก้ไขปัญหาตลอดอายุสมาชิก
  • The Patronage Strategy เป็นการขอรับการสนับสนุนหรืออุปถัมภ์จากองค์กรขนาดใหญ่ ภาครัฐ หรือผู้สนับสนุนภาคเอกชน (Spornser) ตัวอย่างเช่น LPI ,Fedora ,Mozilla เป็นต้น
  • The Hosted Strategy เป็นรูปแบบที่กลับกันกับ The Patronage Strategy คือ เจ้าภาพเป็นองค์กรหรือบริษัทเสียเองแล้วโน้มน้าวให้กลุ่มนักพัฒนาเข้ามาร่วมโครงการโอเพ่นซอร์สที่ตนเองริเริ่มขึ้น ได้แก่ Google ,Yahoo ,Hewlette Packarge ,Intel
  • The Embeded Strategy เป็นกลุ่มผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์ที่ใช้ลินุกซ์ในสินค้าของตน ได้แก่ Linux Devices
  • แต่ถ้าพิจารณาในระดับบุคคลแล้ว ระดับความเข้มข้นของการสร้างรายได้ ผลงาน หรือความเกี่ยวข้องในเชิงผลประโยชน์กับโอเพ่นซอร์สนั้น อาจแบ่งได้ตามลักษณะหน้าที่ 4 ระดับ คือ
    1. ระดับผู้ผลิตซอฟต์แวร์ คือ เป็นผู้ทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งหมดในขั้นตอนการพัฒนาซอฟต์แวร์เสรี เช่น กลุ่มนักพัฒนาลินุกซ์ดิสทริบิวชั่น โปรแกรมต่างๆ
    2. ระดับผู้ใช้ซอฟต์แวร์ คือ เป็นผู้นำซอฟต์แวร์เสรีไปใช้ประโยชน์ในองค์กรหรือนำไปใช้เป็นการส่วนตัวโดยตรง เช่น ผู้ใช้ทั่วไป แอดมินที่นำซอฟต์แวร์ไปใช้ในองค์กร
    3. ระดับผู้ให้บริการ คือ ผู้ทำหน้าที่เป็นคนกลางในการนำคุณค่าจากซอฟต์แวร์เสรีไปถ่ายทอดให้เกิดคุณค่าแก่ผู้รับบริการ โดยอาจผ่านกระบวนการบางอย่างก่อนส่งมอบให้แก่ผู้รับบริการ เช่น สถาบัน/วิทยากรอบรม บริษัทให้คำปรึกษาและวางระบบ ผู้ให้บริการเช่าเว็บเซิร์ฟเวอร์
    4. ระดับผู้บำรุงรักษา คือ บุคคลที่ทำหน้าที่สนับสนุนให้ทั้ง 3 ระดับดังกล่าวและซอฟต์แวร์เสรี สามารถดำเนินการ เกิดการพัฒนา และรักษาสภาพไว้ได้ตลอดไป เช่น ผู้แต่งตำรา/นักเขียน ผู้ผลิตวารสาร/ตำรา นักวิจัย หน่วยงาน/ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการประชาสัมพันธ์ นักรณรงค์แนวคิด F/OSS เป็นต้น
    บุคคลตัวอย่างที่นำมาศึกษา ในทุกๆ ปีจะมีการพิจารณามอบรางวัล Linux New Media Awards โดยพิจารณาโครงงาน, บริษัท และบุคคลผู้สร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้นในวงการโอเพ่นซอร์ส โดยในปี ค.ศ. 2005 ที่ผ่านมานี้ก็ได้มีการจัดงานนี้ขึ้นอีกเช่นทุกปี ซึ่งรางวัลบุคคลยอดเยี่ยมแห่งปี 2005 ตกเป็นของมาร์ก ชัตเตอร์เวิร์ธ ( Mark Shuttleworth ) ผู้มีความโดดเด่นที่สุดทั้งในและนอกวงการโอเพ่นซอร์ส นายมาร์กคนนี้นอกจากจะเป็นผู้ร่วมพัฒนา Debian Linux ซึ่งต่อมาได้พัฒนาดิสทริบิวชั่นของตนเองคือ "Ubuntu Linux" ด้วยแนวคิด "One for All" และเป็นแนวคิดที่ทั่วโลกให้ความสนใจ ร่วมทั้งในประเทศไทยถึงขั้นเปลี่ยนแปลงลินุกซ์ทะเลจาก RedHat Based มาเป็น Ubuntu based ไปเรียบร้อยแล้ว นอกจากนั้นเมื่อปี ค.ศ. 2002 นายมาร์กยังเป็นชาวอาฟริกันคนแรกที่ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ในสถานีอวกาศนานาชาติ (IIS) อีกด้วย ถึงแม้ชีวประวัติและผลงานของนายมาร์ค ชัตเตอร์เวิร์ธ จะน่าสนใจเพียงใดก็ตาม แต่บุคคลที่ผู้เขียนจะนำเสนอไม่ใช่บุคคลผู้นี้หรอกครับ หากแต่เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการตัดสินรางวัล Linux New Media Awards ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญในแวดวงโอเพ่นซอร์สถึง 18 คน เราจะมาสำรวจดูว่าบุคคลเหล่านี้เป็นใครและพวกเขาทำงานด้านไหนกันบ้าง Alan Cox อลัน คอกซ์ปัจจุบันทำงานให้กับเรดแฮท มีประสบการณ์ยาวนานมากในฐานะผู้ปรับปรุงเคอร์เนลลินุกซ์โดยแบ่งความรับผิดชอบกับไลนัส ทอร์วัลด์ (Linus Torvalds)
    Hans-Georg EBer นักเขียนผู้แต่งตำราลินุกซ์เป็นจำนวนมาก และเป็นบรรณาธิการของวารสาร EasyLinux Magazine
    J.D. Frazer รู้จักกันในนามปากกา "llliad" เป็นผู้เขียนการ์ตูนล้อวงการยูนิกซ์และโอเพ่นซอร์ส โดยก่อตั้งเว็บไซต์ UserFriendly.org
    Oliver Frommel เป็น SysOp และโปรแกรมเมอร์ที่ Ars Electronica Center ใน Linz/Austria มาเป็นเวลาหลายปี ปัจจุบันเป็นหัวหน้ากลุ่ม Editorial Competence Center for Software and Programming ใน Linux New Media AG และมีงานบทความให้อ่านในเชิงการใช้งานซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สอยู่เสมอ
    Bdale Garbee ทำงานให้กับฮิวเลตแพคการ์ด ซึ่งเป็นที่ๆ เค้ากำลังพัฒนาลินุกซ์ดิสทริบิวชั่น ในขณะเดียวกันเค้ายังมีตำแหน่งในฐานะผู้นำในโปรเจค Debian อีกด้วย
    Jon "Maddog" Hall ท่านผู้นี้เป็นคณะกรรมการที่มีความอาวุโสมากที่สุด งานของท่านคือเป็นผู้เทศนาที่ได้เดินทางไปทั่วโลกเพื่อเผยแพร่แนวคิดการใช้งานฟรีโอเอส นอกจากนี้ยังมีตำแหน่งเป็น Executive Director ของ Linux International (http://www.li.org เว็บนี้จะมี Key note คำบรรยายของท่านผู้นี้ให้ศึกษาได้มีประโยชน์มากสำหรับผู้บริหารไอทีในองค์กร)
    Heike Jurzik สุภาพสตรีผู้นี้เป็นนักเขียนอิสระที่มีผลงานในวารสารคอสพิวเตอร์ทั้งภาษาอังกฤษและเยอรมัน โดยเริ่มทำงานเกี่ยวกับลินุกซ์มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996 เธอมีคอลัมน์ประจำเกี่ยวกับการใช้คอมมานด์ของลินุกซ์ในเซ็กชั่น Linux User ของ Linux Magazine ทุกฉบับทีเดียว
    Klaus Knopper เห็นชื่อแล้วคงรู้สึกคุ้นๆ นะครับ ท่านนี้เป็นครู โปรแกรมเมอร์ นักเขียน และผู้ให้คำปรึกษา เรารู้จักเค้าเป็นอย่างดีมากในฐานะผู้สร้าง Knoppix ลินุกซ์ดิสทริบิวชั่นแบบ Live CD ที่โด่งดังนั่นเอง เมื่อไม่นานมานี้ได้เข้ามารับผิดชอบคอลัมน์ Ask Klaus! ซึ่งคอยตอบปัญหาจากผู้อ่านที่ส่งเข้ามาสอบถาม
    Yuwei Lin สุภาพสตรีอีกท่านหนึ่งและเป็นชาวเอเชียเพียงคนเดียวในคณะกรรมการทั้งหมดนี้ เธอเป็นนักวิจัยด้านสังคมศาสตร์และเศรษฐศาสตร์โดยมุ่งศึกษาเกี่ยวกับฟรีซอฟต์แวร์ที่มหาวิทยาลัยยอร์คและอัมสเตอร์ดัม
    Jon Masters เป็นผู้บริหารระบบ ( System Administrator ) และที่ปรึกษาเกี่ยวกับลินุกซ์ในอังกฤษ นอกจากนั้นยังเชี่ยวชาญในด้าน Embeded Linux และ FPGA (การฝังลินุกซ์ลงในวงจรอิเล็กทรอนิกส์)
    Florian SchieBl ท่านนี้ทำงานให้เทศบาลเมืองมิวนิค (Munich) ซึ่งเค้าเป็นผู้รับผิดชอบในการย้ายระบบ คอมพิวเตอร์เดสทอปทั้งหมดของเทศบาลไปสู่ระบบปฏิบัติการลินุกซ์
    Franz Schmid เป็นผู้มีความรู้เกี่ยวกับภาษาโพสคริปต์และรูปแบบไฟล์ PDF จึงไม่แปลกเลยที่ท่านผู้นี้จะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังโปรแกรม Scribus ฟรีซอฟต์แวร์ที่เป็นสุดยอดด้านงานพิมพ์ (Destop Publishing)
    Tom Schwaller หนึ่งในผู้ก่อตั้งวารสาร Linux Magazine และเป็นบรรณาธิการบริหารในงานวารสารภาคภาษาเยอรมัน ปัจจุบันเค้าทำงานด้านลินุกซ์คลัสเตอร์ให้กับไอบีเอ็ม
    Relf Spenneberg วิทยากรฝึกอบรมยูนิกซ์/ลินุกซ์อิสระ และนักเขียน นอกจากนี้ราล์ฟยังทำงานด้านการพัฒนาวัสดุการฝึกอบรม (Training Materials) อีกเป็นจำนวนมาก
    Marcelo Tosatti เริ่มเข้ามาเป็นผู้บำรุงรักษาลินุกซ์เคอร์เนลเวอร์ชั่น 2.4 ตั้งแต่อายุ 18 ปัจจุบันท่านผู้นี้ทำงานอยู่กับบริษัท Cyclades ผู้ผลิตอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์สำหรับระบบเครือข่ายและระบบดาต้าเซ็นเตอร์
    Andrew Tridgell นักพัฒนาซอฟต์แวร์ชาวออสเตรเลีย รู้จักกันดีในชื่อ "Tridge" เป็นผู้ริเริ่มโปรเจค SAMBA และเป็นสมาชิกในกลุ่ม Open Source Development Labs (OSDL)
    Luis Villa เป็นสมาชิกหนึ่งในบอร์ดของ Gnome Foundation ความสามารถพิเศษของท่านผู้นี้คือ "การบริหารระบบคุณภาพ" ( Quality Management ) และงานโครงการล่าสุดที่นักบริหารคนนี้กำลังควบคุมอยู่ก็คือการพัฒนา Novell Linux Desktop
    Scott Wheeler นักพัฒนาซอฟต์แวร์หนุ่มจากเท็กซัสท่านนี้เริ่มใช้งานลินุกซ์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996 และได้เข้าสู่โครงการพัฒนา KDE ในปี 2001 ปัจจุบันทำงานอยู่กับ SAP ในส่วนของ Linux lab

    ข้อสังเกตของผู้เขียน
    จะเห็นได้ว่าบุคคลที่ได้กล่าวมานี้ล้วนมีทั้งส่วนคล้ายและส่วนที่แตกต่างกันในลักษณะงานที่พวกเขาสนใจและรับผิดชอบอยู่ หากพิจารณาโดยภาพรวมจะมีข้อสังเกตที่สำคัญ คือ
    1. ลักษณะงานที่มีความเหมือนกัน หรือเป็นงานที่ปรากฏในบุคคลส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด คือ การเป็นนักเขียน (authors) ทั้งนี้อาจมีข้อสังเกตย่อยๆ ได้ 2 - 3 ข้อคือ อันดับแรกบุคคลในกลุ่มที่ยกตัวอย่างมานี้ส่วนหนึ่งเป็นบุคลากรของ Linux Magazine จึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับวารสารและงานเขียนต่างๆ อยู่แล้ว ข้อสังเกตที่สองคือ ชาวต่างชาติในแถบยุโรปจะมีนิสัยชอบการอ่านและการจดบันทึกอยู่แล้วการถ่ายทอดความรู้ด้วยการเป็นนักเขียนจึงเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมเช่นนั้น และข้อสังเกตสุดท้ายคือ ช่องทางการเผยแพร่และการเปิดรับงานเขียนในต่างประเทศมีมากกว่าในบ้านเรามาก
    2. รูปแบบหรือสัดส่วนของการอุทิศตนให้กับงานด้านโอเพ่นซอร์ส อาจแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มทำงานอิสระหรือ Freelance มีข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการแยกออกเป็น 2 กรณี คือ มีรายได้ที่ไม่แน่นอนแต่มีจำนวนงานค่อนข้างมากและหลากหลาย (เช่น Klaus Knopper) กับอีกกรณีหนึ่งคือมีเป้าหมายของงานเพื่อการศึกษาหรือเป้าหมายอื่นๆ ส่วนรายได้เป็นเรื่องที่ไม่ได้ให้ความสำคัญนัก (ตัวอย่างเช่น Martin Dougiamas ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ Moodle) กลุ่มที่สองคือ มีงานประจำอยู่กับหน่วยงานหรือบริษัทที่ขนาดค่อนข้างใหญ่และทำงานด้านโอเพ่นซอร์สให้กับองค์กรของตนเองไปพร้อมๆ กับงานโปรเจคของชุมชนโอเพ่นซอร์ส และกลุ่มสุดท้ายคือใช้เวลากับองค์กรหรือธุรกิจโอเพ่นซอร์สของตนเองแบบเต็มเวลา
    3. ประสบการณ์ด้านโอเพ่นซอร์ส จะสังเกตเห็นได้ว่า อายุประสบการณ์ของแต่ละท่านที่ยกตัวอย่างมานี้ค่าเฉลี่ยประมาณ 9-10 ปี ตัวเลขนี้จะส่งผลต่อระดับความสำเร็จในอาชีพแค่ไหนนั้นมีตัวแปรที่ต้องพิจารณาหลายตัวดังนั้นผู้เขียนจะยังไม่นำมากล่าวในบทความนี้
    4. เกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนบุคคลตัวอย่างทั้งหมดนี้ เป็นผู้ที่มีความสามารถเป็นโปรแกรมเมอร์ คือ มีความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ในการเขียนโค๊ดภาษาคอมพิวเตอร์ ข้อสังเกตนี้น่าสนใจอย่างยิ่งเพราะหากมองในมุมกลับอาจกล่าวได้ว่า "เพียงครึ่งหนึ่ง" ของจำนวนทั้งหมดที่เป็นโปรแกรมเมอร์ หรือใช้ทักษะเกี่ยวกับการเขียนโปรแกรม
    เวลา..ตัวแปรที่ต้องติดตาม
    ถึงตรงนี้ท่านอาจจะยังมองภาพยังไม่กระจ่างเท่าไรนักว่า สรุปแล้วงานด้านโอเพ่นซอร์สจะยึดเป็นอาชีพได้หรือไม่ได้กันแน่ เป็นเพราะยังเหลือตัวแปรอีกบางตัวที่ยังไม่ได้นำมาพิจารณา เช่น สภาพแวดล้อมและความต้องการใช้เทคโนโลยี ค่านิยมและวัฒนธรรมทั้งในอดีตปัจจุบันและอนาคต (แต่ละชนชาติย่อมแตกต่างกัน) สภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจ (ปัจจัยนี้เคยเป็นตัวกระตุ้นการใช้โอเพ่นซอร์สมาแล้วในบ้านเรา) โดยรวมแล้วตัวแปรเหล่านี้ใช้ "เวลา" เป็นเครื่องตัดสิน เท่าที่มองเห็นจากกิจกรรมและความก้าวหน้าของฟรีซอฟต์แวร์ในขณะนี้ คาดได้ว่าจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในเชิงพฤติกรรม ค่านิยม ความรู้และการนำมาใช้ประโยชน์อย่างช้าๆ พูดง่ายๆ ว่าจะเกิดวัฒนธรรมใหม่ๆ แทรกซึมทีละเล็กละน้อยทำให้เกิดการยอมรับแนวคิดและวิธีการ รวมทั้งตัวซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สไปเอง คือ มีในโลกจะมีทั้ง Proprietary และ Free Software ผสมกันไป เพราะเป็นไปได้น้อยมากที่ Proprietary Software จะหมดไปอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่โปรแกรมประเภทฟรีซอฟต์แวร์ในขั้นพื้นฐาน (ที่ยังไม่ผ่านการสร้างแบรนด์ใดๆ) ก็ไม่มีมูลค่าหรือมีค่าเป็นศูนย์ในเชิง Market value และ Monopoly value ในตัวมันเองเป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วย ระยะเวลาของการปรับตัวทางวัฒนธรรมหรือค่านิยมที่กล่าวมานี้ จะมีลักษณะคล้ายกับงานของบุคคลในวงการกีฬาอาชีพ กล่าวคือจะมีบุคคลที่เป็นมืออาชีพที่มีรายได้สูงมากทำหน้าที่ต่างๆ กันไป เช่น ผู้ฝึกสอน ผู้จัดการทีมมืออาชีพ นักกีฬา ผู้บรรยาย นักวิจารณ์ ฯลฯ. ในขณะเดียวกันก็มีสโมสร หรือทีมต่างๆ และนักกีฬาสมัครเล่นซึ่งไม่ได้ยึดเป็นอาชีพ ซึ่งในขณะที่แข่งขันกีฬาเราคงไม่ต้องมาคอยอธิบายกันว่าการเล่นกีฬามีผลดีต่อสุขภาพอย่างไร สนุกตื่นเต้นท้าทายแค่ไหน หรือจะแข่งกันทั่วโลกไปเพื่ออะไร เพราะกีฬามันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตไปแล้วนั่นเอง การผสมผสานของโมเดลการพัฒนาโอเพ่นซอร์สก็มีแนวโน้มในแบบเดียวกันนี้ ดังนั้นในแง่ของการสร้างงานสร้างอาชีพของผู้ที่สนใจด้านนี้จึงต้องมีการเตรียมความพร้อมไว้เสียตั้งแต่วันนี้โดยการศึกษาหาความรู้และการสั่งสมประสบการณ์ ไม่ว่าจะเป็นในงานแขนงใดก็ตามควรมีค่าเฉลี่ยประมาณ 5 ปีขึ้นไปเป็นอย่างน้อย (หรือ 10 ปีจากข้อมูลของบุคคลตัวอย่าง) เตรียมความพร้อมให้ตนเองและหน่วยงาน จากข้อมูลและการวิเคราะห์ที่ผู้เขียนได้นำเสนอมานี้ หากนำมาเป็นแนวทางการพัฒนาระดับบุคคลในวิชาชีพด้านโอเพ่นซอร์สแล้ว มีข้อเสนอที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจดังต่อไปนี้
    1. ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการใช้โอกาสที่ได้มาจากโอเพ่นซอร์สเป็นไปได้ทั้งในทางตรงและทางอ้อม ( direct and indirect ) เป็นต้นว่า การร่วมเป็นผู้พัฒนาซอฟต์แวร์เสรีไม่มีค่าตอบแทนใดๆ แต่สามารถนำประสบการณ์มาสร้างรายได้จากการเป็นวิทยากรได้
    2. ความสามารถด้านการเขียนโปรแกรมเป็นคุณสมบัติที่ไม่จำเป็นนักในการที่จะก้าวเข้าสู่งานด้านซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส แต่อย่างไรก็ตามการทำงานด้านคอมพิวเตอร์ให้ประสบความสำเร็จนั้นผู้ที่อยู่ระดับปฏิบัติการควรมีภาษา(คอมพิวเตอร์)ที่ถนัดไว้ซัก 1-2 ภาษา หรือมีความรู้สามารถเข้าใจการทำงานของสคริปต์ในระบบปฏิบัติการได้จะทำให้งานมีประสิทธิภาพขึ้น
    3. ควรวิเคราะห์บุคลิกภาพของตนเองก่อนแล้วจึงเลือกบทบาทหน้าที่ที่สนใจตามศักยภาพและโอกาสของตนเอง
    4. การทำงานกับ F/OSS อย่าใช้เงินเป็นตัวตั้ง ควรให้ความพอใจในงานและสังคมนำทาง เมื่อเกิดการบ่มเพาะประสบการณ์มากพอแล้วจะกลายเป็นอาชีพได้ในที่สุด
    5. สำหรับผู้ที่สนใจสายอาชีพนักพัฒนาซอฟต์แวร์ ไม่จำเป็นและไม่ควรเริ่มต้นจากศูนย์แต่ควรเข้าไปร่วมเป็น contributor ในด้านในด้านหนึ่งกับโปรเจคที่เหมาะสมกับเราที่สุด ถ้าเก่งเขียนโปรแกรมก็ช่วย coding ถ้าเก่งภาษาก็ช่วยแปลภาษาหรือเขียนคู่มือ ถ้าเก่งกราฟฟิกก็ช่วยปรับปรุง User Interface ให้น่าใช้ (คนไทยมีฝีมือมากและมีความต้องการสูงมากในหลายๆโปรเจค) ฯ.
    6. สำหรับผู้สนใจระดับธุรกิจโอเพ่นซอร์ส ให้ศึกษาเรื่องคุณค่า (value) ของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ รวมทั้งกลยุทธ์ 7 ด้านที่ได้นำเสนอไปแล้วข้างต้น ผู้เขียนมีข้อแนะนำสั้นๆ ว่า market value ของซอฟต์แวร์เสรีสามารถสร้างขึ้นได้ด้วยเทคนิคการสร้างแบรนด์ ( Brand Building ) เท่านั้น ส่วน monopoly value ซึ่งดูจะสวนทางกับความเป็นซอฟต์แวร์เสรีแต่ก็สร้างขึ้นได้เช่นกันด้วยคุณภาพของบริการที่มีเอกลักษณ์และการวางตำแหน่งทางการตลาดที่เหมาะสม ท่านใดที่คว้าเอาซอฟต์แวร์เสรีมาทำธุรกิจทั้งดุ้นโดยไม่ใช้เทคนิคทางการตลาดเลย ผู้เขียนฟันธงได้เลยว่า ล้มเหลวอย่างแน่นอน
    นอกเหนือจากการพัฒนาในระดับบุคคลแล้ว สังคมโดยรอบยังถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งเสริมให้การพัฒนาดังกล่าวประสบผลสำเร็จและเกิดการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ซึ่งคงหนีไม่พ้นหน่วยงานภาครัฐและประชาชนทุกภาคส่วนที่จะต้องสร้างปัจจัยสนับสนุนให้เกิดขึ้น ได้แก่
  • การกำหนดนโยบายของภาครัฐและการสนับสนุนงบประมาณให้การส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนา การผลิตบุคลากร และการใช้งานซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส
  • การประชาสัมพันธ์สร้างเครือข่ายความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ซอฟต์แวร์บนพื้นฐานของการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพึงพาตนเอง
  • สนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีซอฟต์แวร์โดยอาศัยตัวแบบการพัฒนาซอฟต์แวร์เสรีอย่างแท้จริง
  • เปิดโอกาสให้เกิดการผสมผสานซอฟต์แวร์เสรีกับการใช้งานภายในองค์กรเพื่อการพัฒนาบุคคล การพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ในระบบเปิด ตามความเหมาะสมของแต่ละองค์กร

  • ชีวิตจำเป็นต้องวางแผนหรือไม่? ภาพขนนกที่ล่องลอยไปในท้องฟ้าที่ถูกนำเสนอในตอนต้นเรื่องและท้ายเรื่องของภาพยนตร์ Forest Gump ได้สื่อให้เราได้ตระหนักถึงความไม่แน่นอนของกระแสลมที่พัดผ่านเข้ามา เหมือนโอกาสที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเราทุกคน การกำเนิดขึ้นของซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สได้เปลี่ยนแปลงชีวิต การงานและอาชีพของคนในโลกนี้ไปแล้วมากมาย แต่ใช่ว่ารางวัลจะมีให้กับทุกคนเสมอไป เพราะความสำเร็จมีไว้ให้เฉพาะสำหรับผู้ที่เงยหน้ามองหาโอกาสและเตรียมพร้อมเท่านั้น


    เอกสารอ้างอิง
  • กรมการจัดหางาน กองส่งเสริมการมีงานทำ, อาชีพในระบบ, http://www.doe.go.th/vgnew/careerinfo/careersin/index.asp
  • Eric S. Raymond, The Cathedral and the Bazaar: Musings on Linux and Open Source by an Accidental Revolutionary , O'Reily & Assosiates 1999
  • FSF, Why "Free Software" is better than "Open Source" ,http://www.fsf.org/licensing/essays/
  • IT Manager's Journal, Seven open source business strategies for competitve advantage ,http://management.itmanagersjournal.com/article.pl?sid=04/05/10/2052216
  • Open Source Initiative OSI, Jobs: Advocacy: Jobs for Hackers: Yes, You Can Eat Open Source, http://www.opensource.org/advocacy/jobs.php
  • OpenXource: Crossings: Opensource is Not a Career Path, http://www.openxource.com/crossings/2005/02/02/opensource_is_not_a_career_path/brief