linux training in Thailand
| Home | Articles | Download | Free Linux Tips | Resources | Training | Web Link | Linux Training English|
| Courses | Schedule | Price & Promotion | Map | Customer Ref. | Instructors | Certification | FAQ | Registration Form |
สถาบันฯ ขอแจ้งปิดทำการระหว่างวันที่ 27 -31 กรกฏาคม 2558 และเปิดทำการปกติวันที่ 3 สิงหาคม 2558
We are on vacations 5 days in July 27-31, 2015 Please contract Line ID : nok_fly or e-mail : info@itdestination.com
ITDestination จะปิดปรับปรุงเว็บไซต์ ตั้งแต่วันที่ 7 - 9 มิถุนายน 2556
อาจจะทำให้ใช้งานไม่ได้ในบริการ Webboard Freetips และ E-Learning จึงขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้
สถาบันฯ ขอแจ้งปิดทำการวันที่ 22-28 กุมภาพันธ์ 2560 และจะเปิดทำการปกติในวันที่ 1 มีนาคม 2560
กรณีติดต่อส่งข้อความมาที่ Facebook: LinuxITDestination หรือ e-mail: info@itdestination.com ซึ่งจะติดต่อกลับประมาณ 17.00 น.
ผู้ลงทะเบียนอบรมสามารถทำข้อสอบ online ในช่วงที่มาอบรมเพื่อทบทวนความรู้ ทำได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง มีข้อเฉลยที่ถูกต้องแนะนำ
สอบถามรายละเอียดโทร 089 890-5494 >>> อ่านรายละเอียด... คลิ๊ก

LPIC-3 เซอร์ฯ ใบนี้...เดิมพันสูง

โดย ธีรภัทร มนตรีศาสตร์

การท่องจำเพียงอย่างเดียวอาจช่วยให้ได้คะแนนเฉพาะข้อสอบที่ออกมาตรงกันเท่านั้น
พอออกจากห้องสอบก็ลืมหมด สู้เราฝึกฝนและเรียนรู้ด้วยความเข้าใจจากการฝึกปฏิบัติกับเครื่องจริงๆ
ไม่ได้ ความรู้นั้นจะอยู่กับเราไปตลอด ไม่ว่าเราจะสอบได้หรือสอบตก ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจาก
การเตรียมตัวสอบก็จะคงอยู่กับตัวเราซึ่งมีคุณค่ายิ่งกว่าใบเซอร์ฯ เพียงใบเดียวมากมายนัก
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2004 หรือราว 5 ปีที่ผ่านมาแล้วที่ผมสอบผ่านประกาศนียบัตรรับรองความสามารถ ( Certification หรีอที่เราท่านเรียกสั้นๆ ว่า "ใบเซอร์") ทางด้านลีนุกซ์ค่ายหนึ่งของโลกโอเพ่นซอร์ส คือ LPI ซึ่งมาจากชื่อเต็มๆ ว่า Linux Professional Institue ซึ่งเป็นองค์กรผู้พัฒนา Certification ตัวนี้ขึ้นมา โดยในช่วงเวลานั้นทาง LPI ได้พัฒนาโปรแกรมทดสอบความสามารถด้านลีนุกซ์โดยแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ LPIC level 1 เป็นประกาศนียบัตรสำหรับผู้เริ่มต้น (Junior Level) กับ LPIC level 2 สำหรับระดับผู้ดูแลระบบ (Advanced Level) เรามักจะเห็นสัญลักษณ์ของทั้งสองระดับนี้เขียนเป็น LPIC-1 และ LPIC-2 ตามลำดับ วิธีการวัดความรู้และทักษะของผู้สอบ LPI นี้ จะเป็นข้อสอบในลักษณะปรนัย (Objective Test) แบบหลายตัวเลือก (Multiple Choice) ซึ่งอาจจะมีคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียว หรือบางข้ออาจจะมีคำตอบมากกว่าหนึ่งคำตอบก็ได้ โดยโจทย์จะกำหนดจำนวนคำตอบที่เราจะต้องเลือกไว้ในคำถาม ขณะเดียวกันอาจจะมีบางข้อที่ไม่มีตัวเลือกให้ แต่จะมีช่องว่างให้เราพิมพ์ข้อความที่เป็นคำตอบลงไปด้วยตัวเองอีกลักษณะหนึ่งด้วย จะเห็นได้ว่า การสอบ LPI นี้ ผู้สอบจะต้องมีความแม่นยำในเนื้อหาทั้งด้านทฤษฎีและปฏิบัติ รวมทั้งมีความจำดี ซึ่งเป็นคุณสมบัติอันดับต้นๆ ของผู้ปฏิบัติงานกับระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ ในการสอบครั้งนั้น ผมเตรียมตัวและกำหนดช่วงเวลาที่จะดำเนินการสอบทั้ง LPIC-1 และ LPIC-2 ให้เสร็จสิ้นในช่วงเวลาต่อเนื่องกัน ตั้งแต่ชุดข้อสอบ( เรียกว่า exam) 101 กับ 102 เพื่อให้ได้ LPIC-1 เมื่อสอบผ่านในเดือนพฤษภาคมแล้ว จึงเตรียมตัวและสอบ exam 201 กับ exam 202 เพื่อให้ได้ LPIC-2 ในอีกหนึ่งเดือนถัดมาคือในเดือนกรกฏาคม รางวัลที่ได้รับจากความพยายามก็คือ สิทธิ์ในการใช้โลโก้ LPIC-1 และ 2 ไปติดหน้าเว็บไซต์หรือจะพิมพ์ในนามบัตรก็ได้ บัตรพลาสติกแข็งมีหมายเลขประจำตัวและระดับที่สอบได้ และแน่นอนที่สุดก็คือ ใบประกาศนียบัตรทั้งสองใบ สีแดงสำหรับ LPIC-1 และสีเขียวสำหรับ LPIC-2 พร้อมรูปดาวสีทองประดับไว้เป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังมีบริการจากเว็บไซต์ของ LPI คือ http://www.lpi.org ได้จัดทำหน้าเว็บสำหรับตรวจสอบสถานภาพของสมาชิกที่สอบผ่านแล้ว ได้เข้าไปตรวจสอบได้เช่นเดียวกับเซอร์ฯ ค่ายอื่นๆ ข้อมูลจากหน้า Verification นี่เองจะช่วยให้เราทราบได้ว่า สถานภาพที่เราได้รับจากเซอร์ทั้งสองใบนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่



ช่วงเวลาที่ผมได้ครอบครองใบเซอร์ฯ นี้มาแล้ว ก็ไม่ค่อยได้เข้าไปตรวจสอบดูอีกเลย ระหว่างนั้นก็ศึกษาพัฒนาตนเองและสร้างหลักสูตรอบรมลีนุกซ์ขั้นสูงขึ้นมาหลายหลักสูตร ได้แก่ หลักสูตร Advanced Linux Security ,Advanced Linux Firewall และ Advanced Linux Centralized Authentication ซึ่งมีประโยชน์ทั้งต่อตัวผมเองและผู้เข้ารับการอบรมที่จะได้นำเทคนิควิธีการต่างๆ ไปประยุกต์กับงานได้เฉพาะเจาะจงมากกว่าความรู้พื้นฐานในการดูแลระบบทั่วไป ในขณะเดียวกันนั้น ทาง LPI ก็มีการพัฒนาตัว Certificate และ Exam ใหม่ๆ ออกมาเช่นกัน ทั้งในแง่ของการอัพเดตข้อสอบให้ทันสมัย เพิ่มภาษาของข้อสอบขึ้นนอกเหนือจากภาษาอังกฤษ และที่สำคัญคือ พัฒนาเซอร์ฯ ระดับสูงที่เรียกว่า Senior Level ขึ้นอีกระดับหนึ่ง คือ LPIC-3 ในช่วงปลายปี 2008 ผมได้ลองเข้าไปตรวจสอบเซอร์ของตนเองดูผ่านหน้าเว็บ Verification ของทาง LPI จึงได้ทราบว่า อายุของเซอร์ฯ ทั้งสองใบกำลังจะหมดลงภายในต้นเดือนกรกฎาคม ปี 2009 ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียง 7 เดือนเท่านั้น เมื่อค้นข้อมูลเพิ่มเติมทำให้ทราบว่า อายุของเซอร์ของ LPI นั้น มีอายุ 5 ปี และมีเงื่อนไขว่า หากผู้สอบสามารถสอบผ่านระดับที่สูงขึ้นได้ก็จะทำให้เซอร์ฯ ที่เคยได้รับมาแล้วทั้งหมดได้รับการต่ออายุออกไปอีก 5 ปีเท่ากับอายุของเซอร์ฯ ตัวล่าสุดนั่นเอง นี่เองเป็นเหตุผลว่าทำไม ข้อมูลจากหน้า Verification จึงแสดงวันหมดอายุ (Expiration) ของ LPIC-1 เป็นวันเดียวกันกับ LPIC-2 ด้วยเงื่อนไขดังกล่าวจึงทำให้ผมไม่มีทางเลือกมากนัก หากไม่สอบ LPIC-3 ภายในเวลาที่กำหนดก็จะทำให้ LPIC-1 และ 2 หมดอายุลงไปโดยปริยาย หรือถึงแม้จะพยายามสอบแต่ถ้าสอบตกก็ยิ่งแย่เพราะนอกจากจะเสียเงินค่าสอบ LPIC-3 แล้วยังสูญเสีย LPIC-1 และ 2 ไปอีก นี่ยังไม่นับรวมอาการ "เสียมวย" ที่สอบตกอีกต่างหาก แต่ถ้าประสบความสำเร็จในการสอบ นอกจากจะได้ LPIC-3 แล้ว ยังได้ต่ออายุเซอร์ฯ ใบเดิมทั้งสองใบไปได้อีกถึง 5 ปี นำมาใช้เป็นหลักฐานประกอบการโม้หน้าชั้นไปได้อีกนาน สรุปสถานการณ์ได้ว่า ถ้าคิดจะรักษาเซอร์ฯตัวเก่าไว้ก็ต้องสู้เพื่อให้ได้เซอร์ฯตัวใหม่ โดยมีเงื่อนไขง่ายๆ ว่า ห้ามแพ้ ....ฟังดูยุติธรรมดีมาก ท้าทายดี ....งานนี้เดิมพันสูงครับ High Risks ...High Return ว่างั้นเถอะ ทำความรู้จักกับ LPIC
ก่อนที่จะสอบ LPIC จะต้องทราบโครงสร้างของเซอร์ฯ ตัวนี้เสียก่อนว่าประกอบไปด้วย exam ใดบ้าง แต่ละ exam แบ่งเป็นกี่ส่วน(part) และแต่ละ part มีกี่หัวข้อ (topic) อีกทั้งยังต้องทราบอีกด้วยว่าแต่ละ topic มีน้ำหนักคะแนน (weight) มากน้อยแตกต่างกันอย่างไร โครงสร้างของ LPIC-1 จะประกอบไปด้วย exam 2 ชุด คือ LPI-101 กับ LPI-102 ผู้สอบจะต้องสอบให้ผ่านทั้งสองชุดจึงจะได้ LPIC-1 ส่วนโครงสร้างของ LPIC-2 จะคล้ายกันคือประกอบไปด้วย exam 2 ชุด คือ LPI-201 กับ LPI-202 ผู้สอบต้องสอบให้ผ่านทั้งสองชุดนี้ จึงจะได้ LPIC-2 แต่การที่จะได้รับ LPIC-2 ท่านจะต้องสอบผ่าน LPIC-1 มาก่อนเท่านั้น ผู้สอบสามารถเลือกสอบไม่เรียงตามลำดับก็ได้ เช่น สอบชุด LPI-102 แล้วไปสอบ LPI-202 จากนั้นจึงสอบส่วนที่เหลือจนครบ แล้วรับใบประกาศ LPIC-1 และ 2 พร้อมกันทีเดียวเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นการสอบตกบางชุดจึงไม่เป็นอุปสรรคต่อการรับใบประกาศแต่อย่างใด ทันทีที่สอบใหม่(Re-Exam)ผ่านครบแล้วก็จะได้ใบประกาศเช่นกัน ทั้งนี้มีเงื่อนไขของการสอบแก้ตัวว่าจะต้องทิ้งระยะเวลาให้ห่างจากการสอบครั้งที่ผ่านมาไม่น้อยกว่า 1 สัปดาห์สำหรับการสอบแก้ตัวครั้งแรก และไม่น้อยกว่า 1 เดือนสำหรับการสอบแก้ตัวครั้งที่สอง และไม่น้อยกว่า 3 เดือนสำหรับการสอบแก้ตัวครั้งที่สาม สำหรับโครงสร้างของ LPIC-3 จะแตกต่างออกไปจากระดับต้น คือ LPIC-3 จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรก "Core" Exam มีรหัสเป็น LPI-301 ถือว่าเป็นการวัดพื้นฐานความรู้ "แกนกลาง" ก่อนที่จะก้าวไปสู่ส่วนที่สอง คือ "Specialty" ซึ่งประกอบด้วย Exam และ Certification ที่สามารถเลือกสอบได้อีก 5 ชุด คือ LPI-302 ถึง LPI-306 ซึ่งผู้สอบอาจเลือกสอบได้ตามความต้องการ ดังนั้นถ้าสอบได้ LPIC-2 แล้ว จะก้าวไปยัง LPIC-3 ก็จำเป็นต้องสอบผ่านชุด LPI-301 ให้ได้เสียก่อน ซึ่งเมื่อสอบผ่านก็ถือว่าเป็นระดับ LPIC-3 แล้ว ส่วนจะสอบชุด "Specialty" เพิ่มอีกหรือไม่ก็ได้บังคับแต่อย่างใด หัวข้อของเซอร์ฯ LPIC-3 มีดังนี้ LPI-301 "Core" Exam จะเน้นไปที่เรื่องการทำ User Authentication การคอนฟิก PAM (Plugable Authentication Modules) การติดตั้งคอนฟิก OpenLDAP การประยุกต์ใช้งานร่วมกับบริการในเซิร์ฟเวอร์ชนิดต่างๆ การเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพให้แก่ระบบ ทฤษฎีและเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับการทำ Capacity Planning LPI-302 "Mixed Environment" จะต่อยอดจาก LPI-301 แต่เน้นไปในการทำงานร่วมกับ SAMBA โปรโตคอล SMB/CIFS ระบบการแชร์ไฟล์และเครื่องพิมพ์ การทำงานร่วมกับวินโดวส์ ระบบโดเมนและ Active Directory Service การเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยให้แก่ SAMBA LPI-303 "Security" เป็นเซอร์ฯ ชุดล่าสุดของปี 2009 เน้นไปในเรื่องการรักษาความปลอดภัย ได้แก่ การเข้ารหัส OpenSSL การใช้งาน GPG ระบบไฟล์แบบเข้ารหัส การใช้งาน ACL ในระบบไฟล์ การทำ Host based access control การใช้งาน Manatory Access Control ทั้งแบบ SELinux และแบบอื่นๆ การป้องกันจุดอ่อนของแอปพลิเคชั่นสำคัญๆ การใช้เครื่องมือตรวจสอบทางด้านความปลอดภัย การมอนิเตอร์ระบบ การใช้งานไฟร์วอลล์และOpenVPN ส่วน LPI-304 ,305 และ 306 ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา จึงยังไม่ออกมาให้ได้สอบกัน LPI-304 "High Availability & Virtualization" เนื้อหาเป็นเรื่องการใช้งานลีนุกซ์ในสภาพแวดล้อมเสมือนและระบบคลัสเตอร์ LPI-305 "Web & Intranet" มุ่งเน้นไปในเรื่องเกี่ยวกับโปรแกรม Apache โมดูลสำคัญๆ และการจัดตั้งบริการเว็บให้เกิดประสิทธิภาพและความปลอดภัย และ LPI-306 "Mail and Messaging" มุ่งเน้นในเรื่องเกี่ยวกับบริการอีเมล์ทั้ง SMTP IMAP/POP และระบบ DNS การเตรียมตัวก่อนสอบ LPIC
ผู้ที่เตรียมตัวสอบควรศึกษารายละเอียดของแต่ละหัวข้อว่าจะสอบเรื่องใดบ้าง แต่ละหัวข้อมีน้ำหนักการให้คะแนนอย่างไร รายละเอียดของแต่ละหัวข้อมีเนื้อหาครอบคลุมถึงจุดใดบ้างที่เราอาจยังไม่เคยใช้งานมาก่อนก็ต้องซักซ้อมทดลองด้วยการลงมือจริงๆ เพราะแต่ละเรื่องมีแง่มุมหรือรายละเอียดปลีกย่อยที่คาดไม่ถึงซ่อนอยู่ พร้อมที่จะสร้างความสับสนให้เราได้เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามและตัวเลือกเหล่านั้น แหล่งข้อมูลสำคัญที่จะบอกว่า แต่ละหัวข้อสอบมีอะไรบ้างพร้อมทั้งยังมีตัวอย่างคำถามให้เห็นแนวคำถามคำตอบไม่ใช่ที่อื่นใด อยู่ในเว็บไซต์ของ lpi.org นั่นเอง ผมอาศัยเอกสารของทาง LPI เป็นหลักในการเตรียมตัวโดยพิมพ์ออกมาแล้วใช้เป็นเช็คลิสต์ไล่ทดสอบความรู้ตัวเองไปทีละเรื่องๆ จนกว่าจะมั่นใจ หัวข้อใดที่ยังไม่รู้หรือไม่แน่ใจก็จะเปิดเครื่องลีนุกซ์มาทดลองและเปิด man page ไล่ไปทีละคำสั่งจนกว่าจะครบทุกหัวข้อที่ต้องสอบ แหล่งข้อมูลที่เป็นแนวข้อสอบจากผู้ที่เคยสอบมาแล้ว จะหาได้จากเว็บไซต์ของ IBM คือ http://www.ibm.com/developerworks/linux มีบทความการเตรียมสอบ LPI ในแบบ Tutorial เขียนโดย Ian Shields ,David Mertz และ Sean A. Wallberg มีเนื้อหาตั้งแต่ LPIC-1 ถึง LPIC-3 ครบทุกหัวข้อที่ต้องสอบเลยทีเดียว แหล่งข้อมูลอีกแห่งหนึ่งอาจจะต้องลงทุนมากหน่อย คือ ซื้อซอฟต์แวร์ประเภท Tutorial ที่มีจำหน่ายอยู่หลายค่ายขณะนี้ หรือค้นหาอ่านจากเว็บได้อีก เช่น http://www.rootkit.nl/files/book_lpic-3_301.html ก็เขียนสรุปได้กระชับและมีตัวอย่างคำถามและเฉลยที่ใกล้เคียงกับข้อสอบมากอีกแห่งหนึ่ง ที่สำคัญคือ อย่างหวังพึงพาเอกสารชีตประเภท Brain Dump การท่องจำเพียงอย่างเดียวอาจช่วยให้ได้คะแนนเฉพาะข้อสอบที่ออกมาตรงกันเท่านั้น ถ้าเราท่องจำพอออกจากห้องสอบก็ลืมหมด สู้เราฝึกฝนและเรียนรู้ด้วยความเข้าใจจากเครื่องจริงๆ ไม่ได้ ความรู้นั้นจะอยู่กับเราไปตลอด ไม่ว่าเราจะสอบได้หรือสอบตก ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการเตรียมตัวสอบก็จะคงอยู่กับตัวเราซึ่งมีคุณค่ายิ่งกว่าใบเซอร์ฯ เพียงใบเดียวมากมายนัก ลงทะเบียนสอบ LPIC
การสมัครสอบแต่ละครั้ง สามารถกระทำได้โดยลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ 2test.com โดยผู้สมัครจะต้องสมัครกับทาง prometric เพื่อให้ได้หมายเลขสมาชิกและรหัสผ่านเสียก่อน จากนั้นดำเนินการสมัครตามขั้นตอนในหน้าเว็บของ 2test.com โดยเลือกประเภทการสอบ(IT) ระบุประเทศที่เราอยู่(THAILAND) เลือกสถานที่สอบ(Locate a Test site) กำหนดวันเวลาที่จะไปสอบ(Schedule an Appointment) ควรตรวจสอบดูให้แน่ใจก่อนว่าบริษัท/หน่วยงานที่เราจะไปสอบนั้นเปิดทำการวันที่เราระบุหรือไม่



ขั้นตอนสุดท้ายคือ ชำระเงินผ่านบัตรเครดิต โดยราคาที่หน้าเว็บจะเป็นราคาที่คำนวณเป็นเงินบาทเรียบร้อยแล้ว สำหรับหน่วยงานที่ต้องการใบเสร็จสามารถพิมพ์จากเมนู View/Print Receipt ได้ตลอดเวลาที่ต้องการ หลังจากนั้นท่านอาจจะโทรศัพท์ไปยืนยันกับทาง test site ที่เราเลือกว่า ได้รับทราบนัดหมายของเราที่จะไปสอบแล้วหรือไม่ หลังจากนั้นอยู่ที่ตัวเราเองที่ต้องไปสอบตามเวลาและสถานที่ที่กำหนดไว้เท่านั้น ปัจจุบันในประเทศไทยมี Test Site ของ Prometric อยู่ทั้งสิ้น 22 แห่ง ผู้สอบสามารถเลือกได้จากขั้นตอนการสมัคร Locate A Test Site ได้ตามความสะดวกนะครับ(รูปที่ 3)



เมื่อวันสอบมาถึง
ผมเองลงทะเบียนสอบ LPIC-3 Core Exam โดยกำหนดวันสอบก่อนที่ LPIC-1 และ 2 จะหมดอายุเพียง 6 วัน นั่นหมายถึง ไม่มีโอกาสแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ใช่เพราะความมั่นใจครับ แต่ไม่มีทางเลือกเพราะก่อนหน้านั้นมีคอร์สลีนุกซ์ต้องบรรยายต่อเนื่องทั้งเดือน แต่ก็พอมีเวลาทบทวนความรู้บ้าง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีทุนเดิมมาจากการสอนคอร์ส Advanced Linux Centralized Authentication มาเป็นเวลา 3 ปีแล้ว ซึ่งเนื้อหาครอบคลุม OpenLDAP Kerberos PAM และการพิสูจน์สิทธิ์ในเซิร์ฟเวอร์ชนิดต่างๆ อยู่แล้ว จึงไม่ยากนักที่จะเตรียมตัวสอบในครั้งนี้ Test Site ที่ผมเลือกคือ Nectec ครับ สะดวกและคุ้นเคยมาตั้งแต่สอบ LPI-101 ตั้งแต่เมื่อ 5 ปีก่อน เจ้าหน้าที่ก็อำนวยความสะดวกดี เป็นกันเองมาก ควรเผื่อเวลาไปให้ถึงก่อนเวลาสอบซัก 1 ชั่วโมง นั่งอ่าน short note อีกสองรอบให้แน่ใจโดยเฉพาะบางหัวข้อที่คิดว่าเป็นจุดอ่อนของเราเอง อย่าลืมดื่มน้ำเย็นๆ ซักแก้ว เข้าห้องน้ำ และพักให้หายเหนื่อยถ้าเดินทางมาไกล เมื่อพร้อมเจ้าหน้าที่จะให้เราเก็บกระเป๋า โทรศัพท์มือถือไว้ในล๊อกเกอร์ แล้วนำเราเข้าห้อง Test ซึ่งมีคอมพิวเตอร์ที่จัดเตรียมโปรแกรมสอบตามหัวข้อที่เราลงทะเบียนไว้ ตรวจดูความถูกต้องของชื่อและรหัสประจำตัว ตรวจดูปากกาและกระดาษทดที่ทางศูนย์สอบจัดไว้ให้เผื่อไว้สำหรับการคำนวณคำตอบ เมื่อเริ่มคลิ๊กปุ่มสตาร์ตก็จะเริ่มต้นคำถามแรก(ข้อสอบเป็นภาษาอังกฤษ) ควรอ่านซักสองรอบให้แน่ใจว่าเข้าใจคำถามนั้นอย่างถูกต้อง ระหว่างนั้นเวลาในจอภาพก็จะเดินไปเรื่อยๆ ระยะเวลาของ LPIC-3 ประมาณ 2 ชั่วโมงกับข้อสอบประมาณ 65 ข้อ นับว่ามากเพียงพอที่จะทำเสร็จภายในเวลาได้สบายๆ แถมยังเหลือเวลาที่จะตรวจทานคำตอบทั้งหมดอีกด้วย ทุกข้อคำถามจะมี check box ที่มุมบนด้านซ้ายมือ ให้เรา Mark สัญลักษณ์ไว้ได้ เช่น ข้อนี้ตอบได้ด้วยความมั่นใจเต็ม 100% ก็ Mark ไว้ ข้อไหนตอบไม่ได้หรือไม่มั่นใจก็จะไม่มีสัญลักษณ์ ช่วยให้เราย้อนกลับมาตรวจแก้คำตอบได้สะดวกในภายหลัง ระหว่างการสอบควรจัดท่านั่งให้สบายๆ ค่อยๆ อ่านคำถาม เลือกคำตอบ ทำให้ตัวเองผ่อนคลายมากที่สุด ถ้าโชคดีไม่มีใครอยู่ในห้องสอบในขณะนั้นก็สามารถอ่านโจทย์แบบออกเสียงได้เต็มที่ไม่ต้องเกรงใจใคร เป็นการเพิ่มสมาธิให้จดจ่ออยู่กับการสอบมากยิ่งขึ้น เมื่อทำข้อสอบจนถึงข้อสุดท้ายแล้ว จะสามารถ Review คำตอบทั้งหมดได้อีกครั้ง เราควรใช้สิทธิ์นั้นหากเวลายังเหลืออยู่ ย้อนกลับไปตรวจดูข้อที่เราไม่มั่นใจ อ่านโจทย์ทบทวน แก้ไขคำตอบ แล้ว Mark ไว้ ทำเช่นนี้จนกว่าจะ Mark ครบทุกข้อ หากมั่นใจว่าได้ทำดีที่สุดแล้ว ทันทีที่เราคลิ๊กปุ่มยืนยันว่าสิ้นสุดการสอบ ผลคะแนนจะปรากฏบนจอภาพ ทำให้ทราบได้ทันทีว่า PASS หรือ FAIL ผลการสอบจะถูกพิมพ์ออกมายังห้องผู้ควบคุมการสอบ เมื่อได้รับเอกสารยืนยันผลการสอบแล้วให้เก็บรักษาไว้ให้ดี เพาะในเอกสารนี้จะมีรายงานผลการสอบโดยแบ่งคะแนนออกเป็นแต่ละหัวข้อ เช่น Installation ได้ 50% Security ได้ 75% รวมทั้งหมดได้ 71% เป็นต้น แตกต่างจากใบเซอร์ฯ ที่จะส่งให้ในภายหลังจะไม่ปรากฏคะแนนแต่อย่างใด การเดินทางยังไม่สิ้นสุด
หลังจากสอบผ่านแล้ว อายุของเซอร์ฯ ตัวเดิมที่มีอยู่ก็จะได้รับการต่ออายุไปอีก 5 ปี ซึ่งของผมเองก็จะอัพเดตให้เห็นได้หลังจากสอบเสร็จประมาณ 2-3 วัน (ดังรูปที่ 4)

รูปที่ 4 LPIC-1 และ 2 ได้รับการต่ออายุเท่ากับ LPIC-3


แน่นอนว่าจะต้องมีข้อสอบบางข้อที่ยังติดอยู่ในใจของเรา ซึ่งต้องรีบกลับมาค้นหาคำตอบเพื่อยืนยันว่าข้อนั้นเราตอบผิดหรือถูกกันแน่ การที่เราสอบผ่านแล้วไม่ใช่หมายความว่าเราเก่งและรู้ไปเสียทั้งหมด มันเป็นเพียงแค่เราทำข้อสอบได้มากพอที่จะผ่านเกณฑ์ที่ทาง LPI ตั้งไว้เท่านั้น ต่อให้เราทำคะแนนได้ 100% ก็ตาม ดังนั้นสิ่งที่เราจะละเลยไม่ได้ก็คือ จะต้องพัฒนาตนเองยิ่งๆ ขึ้นไป เราใช้ความพยายามระดับใดในระหว่างการเตรียมตัวสอบ หลังจากนี้ไปก็ต้องรักษาระดับของความพยายามไว้ในระดับนั้น

ไม่เช่นนั้น ใบประกาศนียบัตรก็คงไร้ค่าไม่ต่างอะไรกับกระดาษแผ่นหนึ่งแค่นั้นเอง



รูปที่ 5 หน้าตาของใบประกาศ LPIC-3 และหนังสือรับรองจาก lpi.org
Useful Links
Linux Professional Institue
http://www.lpi.org


Nectec Prometric Test Site
http://ite.nectec.or.th/modules.php?name=Content&pa=showpage&pid=9