เมื่อพูดถึงการติดตั้งระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ไม่ว่าจะเป็นดิสทริบิวชั่นใดก็ตาม วีธีที่ง่ายที่สุดและเป็นวิธีแรกที่เรามักจะนึกถึงก็คือการติดตั้งโดยใช้แผ่นซีดีรอม ซึ่งเป็นวิธีที่เหมาะกับการติดตั้งเพื่อใช้งานโดยทั่วไป แต่วิธีการติดตั้งด้วยซีดีรอมนี้ยังไม่วิธีเดียวที่เราใช้ในการติดตั้งลีนุกซ์ได้ ยังมีรูปแบบทางเลือกอื่นๆ ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมการใช้งานอีกหลายวิธี ผู้เขียนขอเรียกวิธีอื่นๆ ที่ว่านี้ว่าเป็นการติดตั้งสไตล์อัลเทอร์เนทีฟ ( Alternative Style ) ก็แล้วกัน
Anaconda กับไฟล์อิมเมจ
โปรแกรม Anaconda เป็นโปรแกรมช่วยในการติดตั้งลีนุกซ์ตระกูล RedHat/Fedora ที่มีพัฒนาการมาเป็นเวลานาน ได้เปิดทางเลือกอื่นๆ ไว้นอกเหนือจากการที่ตัวมันเป็นโปรแกรมเริ่มต้นการติดตั้งด้วยการบูตที่แผ่นซีดีรอมจนเราคุ้นหน้าคุ้นตามาเป็นอย่างดี ยังมีวิธีการติดตั้งผ่าน ISO File System ซึ่งเป็นการนำไฟล์อิมเมจของซีดีรอมชุดติดตั้งของ RedHat/Fedora มาใช้เป็นแหล่งต้นฉบับของการติดตั้งโดยตรง กระบวนการติดตั้งวิธีนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีพื้นที่เก็บข้อมูลขนาดใหญ่มาก สามารถดาวน์โหลดไฟล์อิมเมจ ( .iso ) มาใส่ไว้ในฮาร์ดดิสก์รวมกันในพาร์ทิชั่นเดียว ซึ่งประมาณคร่าวๆ คงต้องใช้พาร์ทิชั่นของฮาร์ดดิสก์นี้ไม่น้อยกว่า 2-3 GB ผู้ติดตั้งจะต้องบูตเครื่องด้วยแผ่นดิสก์หรือแผ่นซีดีรอมสำหรับการติดตั้งของ RedHat/Fedora แล้วเลือกวิธีที่ต้องการจะติดตั้งว่าเจ้าอิมเมจไฟล์ของเราอยู่ที่พาร์ทิชั่นใด ต่อจากนี้ Anaconda ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการติดตั้งเหมือนกับการติดตั้งด้วยซีดีรอม เพียงแต่ผู้ติดตั้งไม่ต้องคอยนั่งเปลี่ยนแผ่นซีดีให้เสียเวลาเท่านั้น
จะเห็นว่าวิธีการติดตั้งแบบ ISO File System นี้เป็นวิธีที่น่าสนใจดี เพราะนอกจากไม่ต้องคอยมาเปลี่ยนแผ่นซีดีแล้ว ยังไม่ต้องสร้างแผ่นซีดีรอมอีกด้วย แต่ก็มีบางอย่างที่เป็นข้อด้อยอยู่เช่นกันคือ ไม่สามารถติดตั้งเครื่องจำนวนมากกว่าหนึ่งเครื่องในเวลาเดียวกันได้ เนื่องจากเป็นการทำงานแบบโลคอลเท่านั้น
( ไฟล์อิมเมจอยู่ในเครื่องเดียวกันกับเครื่องที่จะติดตั้ง ) และอันที่จริงการสร้างแผ่นบูตเพื่อการติดตั้งก็ไม่ใช่เรื่องที่สะดวกนัก
 รูปที่ 1 แผนผังการทำงานของระบบติดตั้งผ่านเน็ตเวิร์ก
ติดตั้งลีนุกซ์ผ่านเน็ตเวิร์กกันดีกว่า
ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่ารูปแบบการติดตั้งแบบ ISO File System นั้นทำงานได้ดีเฉพาะในแบบ
โลคอล ถ้ามีความประสงค์จะทำการติดตั้งพร้อมๆ กันหลายเครื่องคงต้องขยับมาหาอีกทางเลือกหนึ่งของการติดตั้ง RedHat/Fedora คือ การติดตั้งผ่านเน็ตเวิร์ก ซึ่งอันที่จริงแล้วการติดตั้งลักษณะนี้มีให้เลือกได้ถึง 3 วิธีย่อยๆ ขึ้นอยู่กับชนิดของเซิร์ฟเวอร์ที่จะเลือกใช้ ได้แก่ FTP Server ,NFS Server และ HTTP Server
การติดตั้งในแบบนี้มีแนวคิดง่ายๆ ครับ คือ แทนที่จะนำไฟล์อิมเมจของ Anaconda ทั้งหมดไปไว้ในแผ่นซีดีรอม ก็นำมาไว้ที่เซิร์ฟเวอร์พร้อมทั้งนำไฟล์ .rpm ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์แพคเกจนับพันไฟล์ไปเก็บไว้บนเซิร์ฟเวอร์เช่นกัน เมื่อเครื่องที่จะทำการติดตั้ง RedHat/Fedora เริ่มทำงานก็ให้บูตด้วยแผ่นติดตั้งเช่นเดียวกับการติดตั้งด้วยวิธี ISO File System ต่างกันก็เพียงเป็นการเลือกที่จะติดตั้งด้วยเซิร์ฟเวอร์อย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 ประเภทที่ได้กล่าวไปแล้วเท่านั้น
โปรแกรมติดตั้งจะเริ่ม Probe ค้นหาดีไวซ์สำหรับติดต่อกับเน็ตเวิร์ก ( ส่วนใหญ่จะหมายถึงการ์ดแลนนั่นเอง ) แล้วจะเข้าสู่การกำหนดค่าคอนฟิกสำหรับ TCP/IP ซึ่งมีให้เลือกว่าจะรับค่าแบบไดนามิค
( DHCP ) หรือจะตั้งค่าเองก็ได้ จากนั้นจะให้ผู้ติดตั้งระบุเซิร์ฟเวอร์ที่เก็บไฟล์สำหรับติดตั้งไว้ ที่ประกอบด้วยส่วนประกอบที่เหลือของ Anaconda และบรรดาไฟล์ .rpm ทั้งหมด ถ้าการเชื่อมต่อถูกต้องสมบูรณ์ โปรแกรมจะเข้าสู่ขั้นตอนของการติดตั้งในลำดับต่อไปจนกระทั้งสิ้นสุดการติดตั้ง
ข้อดีของการติดตั้งในลักษณะนี้คงเห็นได้ชัดเจนว่า ไม่ต้องรอเปลี่ยนแผ่นซีดีรอมเพราะทุกไฟล์ที่การติดตั้งต้องการจะรวมเอาไว้แล้วในเซิร์ฟเวอร์ มีความสะดวกต่อการติดตั้งมากกว่าการติดตั้งด้วย ISO File เพราะวิธีนั้นถ้าต้องการติดตั้งลงในเครื่องไหนก็ต้องนำฮาร์ดดิสก์ที่มีไฟล์อิมเมจไปติดตั้งกับเครื่องนั้นด้วย ส่วนด้านความเร็วจะช้ากว่าการติดตั้งแบบโลคอลคือแบบซีดีรอมและอิมเมจไฟล์พอสมควร
เหตุผลที่จะทำให้การติดตั้งในลักษณะนี้มีน้ำหนักเพียงพอคงอยู่ที่ความเหมาะสมและวัตถุประสงค์ของผู้ติดตั้งเป็นสำคัญ เช่น ความถี่ของการที่ต้องติดตั้งเครื่องใหม่ หรือจำนวนเครื่องที่จะต้องทำการติดตั้ง เป็นต้น ตัวอย่างการนำไปใช้เช่น กรณีของบริษัทผู้ให้บริการซอฟต์แวร์หรืออินเตอร์เน็ตเซิร์ฟเวอร์ที่มีเครื่องลูกค้าต้องติดตั้งใหม่จำนวนมาก หรือกรณีของผู้เขียนเองที่เป็นสถาบันอบรมคอมพิวเตอร์จึงต้องติดตั้งเครื่องในห้องฝึกอบรมอยู่เสมอ วิธีการติดตั้งเช่นนี้จึงมีประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง
เพิ่มความสะดวกด้วย Kick Start Installation
การจัดให้มีระบบการติดตั้ง RedHat/Fedora ผ่านเน็ตเวิร์กเช่นนี้ทำให้เกิดความสะดวกระดับหนึ่งในด้านการใช้สื่อบันทึกโปรแกรมต้นฉบับร่วมกัน ( Media Sharing ) แต่อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนการดำเนินการติดตั้งจะยังคงอาศัยผู้ติดตั้งในการตอบคำถามแต่ละขั้นๆ ไปตามลำดับ ซึ่งมีหน้าจอที่อาจจะต้องตอบเหมือนๆ กันทุกเครื่อง หากมีเครื่องที่ต้องติดตั้งพร้อมๆ กันเป็นจำนวนมากย่อมทำให้เสียเวลา เป็นการทำงานที่ขาดประสิทธิภาพ และอาจทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้นได้ ที่เรียกกันว่า Human Error
ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ด้วยเทคนิคการติดตั้งแบบ Kick Start ซึ่งมีอยู่ในโปรแกรม Anaconda มานานแล้วเช่นกัน Kick Start คือการที่โปรแกรม Anaconda จะอ่านพารามิเตอร์ต่างๆ ที่จะต้องใช้กำหนดค่าระหว่างขั้นตอนการติดตั้งมาจากไฟล์ที่ชื่อว่า ks.cfg แล้วปฏิบัติตามพารามิเตอร์เหล่านั้นตั้งแต่เริ่มทำงานไปจนสิ้นสุดการติดตั้ง
พูดง่ายๆ ก็คือ เจ้าไฟล์ ks.cfg นี้จะช่วยตอบคำถาม เลือกตัวเลือก หรือป้อนค่าต่างๆ ในระหว่างขั้นตอนการติดตั้งให้โดยอัตโนมัตินั่นเอง
ค่าพารามิเตอร์ที่ว่านี้ ได้แก่ การเลือกภาษาที่จะสนับสนุน การเลือกซอฟต์แวร์แพคเกจ การจัดแบ่งพาร์ทิชั่น การกำหนดรหัสผ่านของ root การกำหนดค่าพารามิเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับ TCP/IP และชื่อโฮสต์ การกำหนดคุณสมบัติโปรแกรม Boot Loader และการกำหนดเรื่องระบบความปลอดภัย
เมื่อนำเทคนิค Kick Start นี้มาใช้ร่วมกันกับการติดตั้งผ่านเน็ตเวิร์กก็เท่ากับว่าหลังจากที่เราทำให้เครื่องลูกที่จะทำการติดตั้งบูตขึ้นมาและเลือกตัวเซิร์ฟเวอร์ที่เก็บโปรแกรมต้นฉบับไว้แล้ว ก็หันหลังให้แล้วไปทำงานส่วนอื่นๆ ได้เลย ไม่ต้องคอยป้อนค่าอะไรที่หน้าจออีก ผลสุดท้ายเมื่อทุกเครื่องติดตั้งเสร็จแล้วก็จะมีคุณสมบัติของระบบปฏิบัติการเป็นไปตามที่ระบุไว้ในไฟล์ ks.cfg
สำหรับการได้มาซึ่งไฟล์ ks.cfg นี้ อาจสร้างขึ้นจากโปรแกรม system-config-kickstart หรือนำไฟล์ผลลัพธ์จากการติดตั้งเครื่องต้นแบบมาปรับแต่งใช้ก็ได้ ( ชื่อไฟล์ anaconda-ks.cfg ) เรื่องการสร้างไฟล์ ks.cfg นี้จะต้องแยกออกไปเป็นขั้นตอนถัดจากการติดตั้งด้วยเน็ตเวิร์กสำเร็จแล้ว
เสริมด้วยกลไกการบูตที่หลากหลาย
เพื่อให้เห็นภาพรวมของรูปแบบที่เป็นไปได้ในการบูรณาการหลายๆ วิธีการเข้ามาสนับสนุนการติดตั้ง RedHat/Fedora ผ่านเน็ตเวิร์ก ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกันนั่นคือ การเสริมการทำงานด้วยวิธีการบูตเครื่องลูกที่จะทำการติดตั้ง ซึ่งแบ่งออกได้ 2 ลักษณะใหญ่ๆ คือ
- การบูตด้วยอิมเมจของ Anaconda โดยตรง ได้แก่ การบูตด้วยแผ่นฟล๊อปปี้ดิสก์หรือซีดีรอมหรืออุปกรณ์จำพวก USB Memory Stick
- การบูตด้วยเทคนิคอื่นๆ เพื่อโหลดอิมเมจของ Anaconda มาใช้ในการติดตั้ง หมายถึง การที่เก็บอิมเมจของ Anaconda ที่ใช้เริ่มต้นการติดตั้งไว้บนเซิร์ฟเวอร์ แล้วใช้เทคนิคของ PXE ในการโหลดมาทำงาน
นอกจากนี้ยังมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับ Kick Start อีกเล็กน้อย คือ เราอาจจะนำไฟล์ ks.cfg ไปฝากไว้บนเซิร์ฟเวอร์ได้อีกเช่นกันซึ่งจะทำให้สามารถบริหารจัดการไฟล์ ks.cfg ได้ดียิ่งขึ้น
ต้องเตรียมอะไรบ้าง
ส่วนประกอบของระบบการติดตั้ง RedHat/Fedora ผ่านเน็ตเวิร์กประกอบไปด้วย
- ซอฟต์แวร์ RedHat/Fedora ที่อยู่ในรูปของซีดีรอม ถ้าเป็น Fedora Core 3 หรือ 4 จะมีจำนวนทั้งหมด 4 แผ่น
- เครื่องพีซีที่มีเครื่องบันทึกแผ่นซีดีรอม ( CD Writer ) พร้อมโปรแกรมช่วยเขียนแผ่นซีดี เช่น Nero Express (บนวินโดวส์) หรือ cdrecord (บนลีนุกซ์) เป็นต้น และแผ่นซีดีรอมเปล่าจำนวน 1 แผ่น ( กรณีที่ใช้การบูตเครื่องลูกข่ายด้วยซีดีรอม )
- เครื่องพีซีที่จะทำเป็นเซิร์ฟเวอร์ติดตั้งระบบปฏิบัติการลีนุกซ์รุ่นใดก็ได้ มีเนื้อที่ว่างในฮาร์ดดิสก์ไม่น้อยกว่า 3 GB เพื่อเก็บไฟล์ทั้งหมดจากแผ่นซีดีรอมทั้ง 4 แผ่น หากต้องการความรวดเร็วในการติดตั้งเครื่องลูกจำนวนมากพร้อมกันควรใช้ฮาร์ดดิสก์แบบ SCSI
- ซอฟต์แวร์ที่จำเป็นต้องติดตั้งและเปิดบริการไว้ให้พร้อมในเครื่องเซิร์ฟเวอร์ คือ DHCP Server ใช้จ่ายคอนฟิกให้แก่เครื่องลูกที่จะทำการติดตั้ง FTP Server หรือ NFS Server หรือ HTTP Server อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นอยู่กับประเภทของการติดตั้งที่ต้องการ
- ระบบเครือข่ายแลนที่เชื่อมต่อไว้แล้ว
- เครื่องพีซีลูกข่ายที่จะทำการติดตั้ง ควรใช้การ์ดแลนและระบบฮาร์ดดิสก์ที่สนับสนุนระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ RedHat/Fedora มีอุปกรณ์ที่จะใช้ในการบูตระบบตามที่ต้องการใช้ ซึ่งในกรณีของ RedHat/Fedora Core 2 ขึ้นไปจะไม่สามารถบูตเพื่อการติดตั้งด้วยฟล๊อปปี้ได้จึงต้องการเครื่องอ่านซีดีรอมเท่านั้น
บูตเครื่องลูกข่ายด้วยอะไรดี
ตามที่ได้กล่าวไปแล้วว่าวิธีการบูตเครื่องลูกข่ายเพื่อเข้าสู่การติดตั้งผ่านเน็ตเวิร์กนี้ มีหลายวิธีแต่สำหรับ RedHat/Fedora รุ่นใหม่ๆ คงจะไม่สามารถใช้ฟล๊อปปี้ดิสก์ในการบูตได้อีกต่อไป เนื่องจากขนาดของไฟล์อิมเมจที่ใช้ในการบูตเข้าสู่ Anaconda มีขนาดใหญ่กว่าแผ่นดิสก์ขนาด 1.44MB ไปแล้ว
ดังนั้นจึงเหลืออีก 3 วิธีให้เลือก คือ
ดังนั้นจึงเหลืออีก 3 วิธีให้เลือก คือ
- บูตด้วยแผ่นซีดีรอม โดยต้องการเนื้อที่ประมาณ 6 MB เท่านั้น ดังนั้นจะใช้แผ่นซีดีรอมเปล่าขนาดปรกติความจุ 650MB หรือจะเลือกใช้แผ่นซีดีขนาด 2.5 นิ้วความจุน้อยๆ ก็ย่อมได้
- บูตด้วยอุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบ USB เช่น USB Memory Stick ความจุ 64MB ก็ได้ ซึ่งมีเนื้อที่ว่างเหลือสำหรับเก็บบันทึกไฟล์อื่นๆ ได้อีกเพราะเราใช้เพื่อการบูตในการติดตั้งนี้แค่ 6 MB เท่านั้นเอง
- บูตด้วยไบออสของเครื่องพีซีที่สนับสนุน PXE ซึ่งเมนบอร์ดรุ่นใหม่ที่มีแลนออนบอร์ดมักจะมีคุณสมบัตินี้รวมไว้อยู่แล้วทุกรุ่นทุกยี่ห้อ
วิธีเตรียมแผ่นบูตเพื่อการติดตั้ง
ในที่นี้จะแนะนำการสร้างแผ่นซีดีรอมเพื่อใช้ในการบูตเข้าสู่การติดตั้ง เนื่องจากเป็นตัวอย่างที่ง่ายที่สุด โดยเมื่อนำแผ่นซีดีรอมแผ่นที่ 1 ของชุดซีดีโปรแกรมติดตั้งของ RedHat/Fedora มาเปิดดูในเครื่องพีซีที่มีเครื่อง CD Writer อยู่ จะเห็นไดเร็คทอรี่ /images
ภายในไดเร็คทอรี่ /image จะมีไฟล์ชื่อ boot.iso เป็นไฟล์อิมเมจสำหรับสร้างแผ่นติดตั้ง ให้สำเนาไฟล์นี้เก็บไว้ที่ใดก็ได้ในฮาร์ดดิสก์ของเครื่องที่จะเขียนแผ่นซีดี แล้วเบิร์นด้วยโปรแกรมช่วยการเขียนแผ่นที่มีอยู่ โดยจะต้องใช้ฟังชั่นในการ Burn Image เท่านั้นนะครับไม่ใช่การบันทึกธรรมดามิฉะนั้นแผ่นซีดีนี้จะไม่สามารถบูตได้
ด้านเซิร์ฟเวอร์ต้องเตรียมอย่างไร
ส่วนด้านเซิร์ฟเวอร์จะต้องเซ็ตเรื่องระบบเครือข่ายและ TCP/IP ให้ทำงานเป็นปรกติ โดยในตัวอย่างนี้จะผู้เขียนใช้เครื่องเซิร์ฟเวอร์ลีนุกซ์ Fedora Core 3 มีหมายเลขไอพีเป็น 192.168.100.20 โดยอย่างน้อยจะต้องเปิดบริการ FTP Server แบบ Anonymous ไว้ ( ใช้โปรแกรม vsFTPd )
ทำการสำเนาไฟล์ทุกๆ ไฟล์จากซีดีรอมชุดติดตั้งทั้ง 4 แผ่นลงไปไว้ภายใต้ไดเร็คทอรี่ของ Anonymous FTP คือ /var/ftp/pub โดยอาจจะแยกไดเร็คทอรี่ตามความสะดวก เช่น ผู้เขียนสร้างไดเร็คทอรี่ไว้ที่ /var/ftp/pub/files2/fc3 เป็นต้น อย่างไรก็ตามหากมีไฟล์ซ้ำให้สำเนาทับไปได้เลย มีขั้นตอนดังนี้
1     # unalias cp
ยกเลิกการยืนยันการเขียนไฟล์ทับ
2     # mkdir -p /var/ftp/pub/files2/fc3
3     # mount /media/cdrom
4     # cp -rav /media/cdrom/* /var/ftp/pub/files/fc3
รอจนกระทั่งการสำเนาเสร็จครบทุกไฟล์
5     # umount /media/cdrom
นำแผ่นซีดีออก
เปลี่ยนแผ่นซีดีแผ่นใหม่แล้วทำซ้ำตั้งแต่ข้อ 3 จนกว่าจะครบทั้ง 4 แผ่น
เริ่มต้นทำการติดตั้ง
เมื่อเปิดเครื่องเซิร์ฟเวอร์ไว้พร้อมแล้ว ( ในที่นี้ยังคงทำงานเฉพาะส่วน FTP Server เท่านั้น ) ให้บูตเครื่องลูกข่ายที่จะทำการติดตั้งด้วยแผ่นซีดีรอมที่สร้างขึ้นจาก boot.iso เมื่อโปรแกรมสอบถามถึงวิธีการติดตั้งให้เลือกเป็น FTP Server แล้ว ตั้งค่า IP Address ,Net mask ให้เรียบร้อย จะมีหน้าจอปรากฏขึ้นให้ระบุเครื่องที่เป็น FTP Server และตำแหน่งที่เก็บไฟล์ ดังรูปที่ 2

รูปที่ 2 กำหนด FTP Server
หลังจากนี้จะเข้าสู่หน้าจอต่างๆ เหมือนกับที่ติดตั้งด้วยซีดีรอมทุกประการ โดยอาจจะแสดงผลเป็นแบบกราฟฟิกหรือเท็กโหมดเหมือนในภาพตัวอย่างจะขึ้นอยู่กับขนาดของหน่วยความจำที่มีอยู่ในเครื่องลูกข่ายด้วย คือ ถ้ามีหน่วยความจำตั้งแต่ 256MB ขึ้นไปจึงจะแสดงผลเป็นแบบกราฟฟิก
อย่างไรก็ตามถ้ามีการใช้ Kick Start เราจะสามารถกำหนดให้ทำการติดตั้งในแบบเท็กซ์โหมดได้โดยระบุในไฟล์ ks.cfg รวมทั้งขั้นตอนอื่นๆ ก็สามารถลดลงได้อีกมาก เช่น ให้รับค่า IP Address จากเซิร์ฟเวอร์โดยอัตโนมัติก็จะไม่ต้องมากำหนดค่าเอง หรือกำหนดเครื่อง FTP Server ไว้แบบตายตัวก็จะช่วยให้ลดชั้นตอนลงไปอีก 1 ขั้นทำให้สะดวกยิ่งขึ้นอีก เป็นต้น

รูปที่ 3 ระหว่างการติดตั้ง
เมื่อการติดตั้งเริ่มทำงานแล้ว ถึงประมาณขั้นตอนการ Format File System แล้ว เราสามารถนำแผ่นซีดีรอมออกจากเครื่องลูกข่ายเพื่อนำไปใช้บูตติดตั้งเครื่องอื่นๆ ต่อไปได้ ช่วยให้ประหยัดการสร้างแผ่นซีดีรอมได้ ดังนั้นถ้าหากมีเครื่องลูกข่ายจำนวนไม่มากนักก็สามารถใช้เพียงแผ่นเดียวร่วมกันได้

รูปที่ 4 ติดตั้งสำเร็จแล้ว
ถึงตอนนี้ขั้นตอนการติดตั้งผ่านเน็ตเวิร์กนี้ จะยังไม่เป็นไปโดยอัตโนมัติทั้งหมด แต่ก็เป็นก้าวแรกที่ทำให้แน่ใจได้ว่าระบบเริ่มทำงานได้แล้ว ในฉบับหน้าเราจะนำเอาระบบ Kick Start มาเสริมเข้าไปในการติดตั้งผ่านเน็ตเวิร์กนี้เพื่อให้มีความอัตโนมัติมากยิ่งขึ้น โปรดติดตามตอนต่อไปครับ
|