linux training in Thailand
| Home | Articles | Download | Free Linux Tips | Resources | Training | Web Link | Linux Training English|
| Courses | Schedule | Price & Promotion | Map | Customer Ref. | Instructors | Certification | FAQ | Registration Form |
สถาบันฯ ขอแจ้งปิดทำการระหว่างวันที่ 27 -31 กรกฏาคม 2558 และเปิดทำการปกติวันที่ 3 สิงหาคม 2558
We are on vacations 5 days in July 27-31, 2015 Please contract Line ID : nok_fly or e-mail : info@itdestination.com
ITDestination จะปิดปรับปรุงเว็บไซต์ ตั้งแต่วันที่ 7 - 9 มิถุนายน 2556
อาจจะทำให้ใช้งานไม่ได้ในบริการ Webboard Freetips และ E-Learning จึงขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้
สถาบันฯ ขอแจ้งปิดทำการวันที่ 22-28 กุมภาพันธ์ 2560 และจะเปิดทำการปกติในวันที่ 1 มีนาคม 2560
กรณีติดต่อส่งข้อความมาที่ Facebook: LinuxITDestination หรือ e-mail: info@itdestination.com ซึ่งจะติดต่อกลับประมาณ 17.00 น.
ผู้ลงทะเบียนอบรมสามารถทำข้อสอบ online ในช่วงที่มาอบรมเพื่อทบทวนความรู้ ทำได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง มีข้อเฉลยที่ถูกต้องแนะนำ
สอบถามรายละเอียดโทร 089 890-5494 >>> อ่านรายละเอียด... คลิ๊ก

เจาะลึกโอเพ่นซอร์ส 2004

โดย ธีรภัทร มนตรีศาสตร์,RHCE

"Community Software กลายพันธุ์เป็น Commercial Software"
"ระหว่าง Products กับ Projects อะไรที่เหมาะสมกับคุณ"
"ความแรงของลีนุกซ์.. ยิ่งต่อต้าน..ยิ่งทรงพลัง ยิ่งรั้ง..กลับยิ่งแรง จริงหรือ??"
ช่วงเวลา 5 -6 ปีที่ผ่านมาวงการลีนุกซ์ และซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สต้องพบกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มีเรื่องดี ๆ จนบางคนเรียกว่าเป็นปรากฏการณ์ก็มาก ในขณะเดียวกันเรื่องร้าย ๆ ก็ประดังเข้ามาไม่น้อยเช่นกัน และในอีกมุมหนึ่ง ความเงียบสงบที่แฝงเร้นเรื่องน่าสนใจไว้ก็เกิดขึ้นเช่นกัน คล้ายกับเป็นสัญญาณลับที่ก่อตัวขึ้นรอเวลาที่จะปรากฏตัวแจ่มชัดขึ้นในปีนี้ ผู้เขียนเคยคาดหมายเหตุการณ์ล่วงหน้าไว้อย่างคร่าว ๆ เมื่อต้นปี 2003 โดยบอกกล่าวเล่าความคิดให้กับเพื่อนๆ ในวงการหลาย ๆ ท่าน ถึงแนวโน้มที่กระแสความนิยมในตัวลีนุกซ์ และซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สที่กำลังจะเปลี่ยนไป ขอย้ำครับว่า เปลี่ยนไป สิ่งหนึ่งที่มีความเป็นไปได้ค่อนข้างมากก็คือ ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว และเติบโตขึ้นจะเป็นแรงฉุดให้คุณค่าของซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส ถูกลดความสำคัญลงไป ซึ่งผลก็ออกมาเช่นนั้นจริง ๆ แต่การคาดการณ์เช่นนี้มันตื้นเกินไปครับ เรื่องแค่นี้ใคร ๆ ก็รู้ หากแต่สิ่งที่ "เปลี่ยนไป" ที่ผมเคยคาดหมายไว้ยังมีแง่มุมให้เราเห็นและประเมินทิศทางการเปลี่ยนแปลงได้อีกหลายมิติครับ ทั้งนี้ต้องขอทำข้อตกลงกับท่านผู้อ่านก่อนซัก 2 ข้อ ข้อแรกผมไม่ใช่นักข่าว หรือผู้พยากรณ์อนาคต และข้อสองวงการโอเพ่นซอร์ส ในบ้านเรา กับต่างประเทศนั้นมีพื้นฐานที่แตกต่างกัน ดังนั้นเราจะต้องแยกประเด็นออกให้ชัดเจนว่าเรื่องใดที่กล่าวถึงเป็นสถานการณ์ ในประเทศ และอะไรเป็นสถานการณ์ในต่างประเทศหรือระดับโลก เรื่องราวที่จะนำเสนอนี้ล้วนเต็มไปด้วย "ความแตกต่าง" อย่างสิ้นเชิง ซึ่งสะท้อนให้เห็นอะไรได้หลายอย่างและจะนำไปสรุปในตอนท้ายลีนุกซ์เซิร์ฟเวอร์ยังโตต่อไปขอเริ่มต้นด้วยรายงานจาก IDC ที่ทำการสำรวจการขยายตัวของการใช้งานลีนุกซ์เซิร์ฟเวอร์ในไตรมาสที่ 3 ที่เพิ่มขึ้นสูงกว่าวินโดวส์โดยลีนุกซ์มีส่วนแบ่งตลาดคิดเป็นร้อยละ 26.7 ส่วนวินโดวส์มีเพียงร้อยละ 3.2 เมื่อเปรียบเทียบกับในช่วงเดียวกันของปีที่แล้วก็จะเห็นได้ชัดเจนถึงการเจริญเติบโตที่ฉุดไม่อยู่ของเซิร์ฟเวอร์ลีนุกซ์ ซึ่งถ้าจะมองให้ลึกลงไปคำว่า "เซิร์ฟเวอร์ลีนุกซ์" นั้น ยังแฝงนัยที่แตกต่างจากคำว่า "เซิร์ฟเวอร์วินโดวส์" ทั้งนี้เนื่องจากลีนุกซ์เป็นความหมายแทน "แพลตฟอร์ม" ไม่ใช่ "รุ่นของซอฟต์แวร์" อย่างที่เป็นในวินโดวส์ ซึ่งความนิยม ความเหมาะสมของเทคโนโลยี รวมไปถึงความพร้อมในการอัพเกรดของลูกค้าที่ใช้เซอร์ฟเวอร์วินโดวส์ก็ยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อการเลือกอัพเกรดในแต่ละช่วงเวลา จึงสรุปได้ว่าเซิร์ฟเวอร์ที่มี "แพลตฟอร์ม" เป็นลีนุกซ์นี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก และเป็นฐานความเชื่อมั่นในการตัดสินใจครั้งต่อไป หากลีนุกซ์ยังคงรักษาคุณภาพของตนเองไว้ได้เช่นนี้ต่อไปกลับมาที่สถานะของระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ในเมืองไทย เมืองที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยใส่ใจกับบทเรียนในอดีต เราเคยเห็นปรากฏการณ์ที่เรียกกันติดปากว่า "บิ๊กแบงค์" เกิดขึ้น 2-3 ครั้ง ครั้งสุดท้ายน่าจะเกิดขึ้นเมื่องาน Linux Application Days ปลายปี 2545 มีคนจำนวนมากให้ความสนใจลีนุกซ์นับพันราย โดยภาพที่ถูกสร้างก็คือ โอเอสที่จะมาทดแทนวินโดวส์ แต่แล้วก็ต้องผิดหวังเมื่ออะไร ๆ ไม่ได้เป็นอย่างที่คิดและตอกย้ำซ้ำเติมอีกครั้งกับคนจำนวนมากยิ่งขึ้นไปอีกนับร้อยเท่าตัวด้วยการใช้ลีนุกซ์เป็นเครื่องมือในโครงการคอมพิวเตอร์ราคาถูกของรัฐบาลเป็นการจบนิทานเรื่องสั้นแสนสนุก ถ้าคนไทยไม่ขยันจดจำอย่างที่กล่าวในตอนต้น นิทานเรื่องลีนุกซ์เดสทอปคงได้กลับมาเล่าใหม่อีกครั้ง และขอภาวนาให้ลืม ๆ เรื่องลีนุกซ์เดสทอปแจกฟรีซะทีถ้าบีบวงให้แคบเข้ามาอีก จากข้อมูลที่บ่งบอกถึงการยอมรับใน "ลีนุกซ์แพลตฟอร์ม" ในต่างประเทศ รวมเข้ากับความเชื่อมั่นที่ริบหรี่ของลีนุกซ์เดสทอปในเมืองไทยแล้ว แนวโน้มที่จะนำลีนุกซ์เซิร์ฟเวอร์มาเติมเต็มโครงสร้างทางไอซีทีในประเทศน่าจะมีความเป็นไปได้มากกว่าและควรจะรีบสานต่อให้เป็นรูปเป็นร่างโดยเร็วที่สุด ก่อนที่โอกาสเหล่านี้จะหมดลงด้วยสาเหตุบางประการที่จะได้กล่าวถึงต่อไปโมเดลทางธุรกิจของโอเพ่นซอร์สเรื่องโมเดลทางธุรกิจนี้ สร้างความสับสนให้แก่ผู้คนในวงการโอเพ่นซอร์สกันมานานแล้ว กับคำถามที่ว่า เราจะสร้างผลกำไรจากซอฟต์แวร์เสรี ( Free Software ) ได้อย่างไร ซึ่งถ้าย้อนไป ณ จุดกำเนิดของซอฟต์แวร์เสรีแล้วจะทราบว่าเป็นสิ่งที่ยากต่อการทำความเข้าใจจริง ๆ ทั้ง ๆที่ข้อกำหนดของซอฟต์แวร์เสรีก็เขียนไว้อย่างชัดเจน จะอ่านกี่ครั้งก็เหมือนเดิมทุกครั้ง แต่กลุ่มนักธุรกิจก็เก่งกาจอย่างเหลือเชื่อ สร้างสรรค์คำว่า "โอเพ่นซอร์ส" มานิยามความหมายให้เบี่ยงเบนมาเข้าทางสายธุรกิจที่สร้างโอกาสทำกำไรกันจนได้ ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตไว้ตั้งแต่ปีก่อนที่ SuSE Linux เปิดให้ดาวน์โหลดรุ่นทดลองใช้งาน ( Evaluation ) ในรูปของซีดีรอมแผ่นเดียว และไม่สามารถติดตั้งสู่ฮาร์ดดิสก์ได้ หลังจากนั้นไม่นานเมื่อสามารถยึดครองตลาดโอเอสในแถบยุโรปได้สำเร็จแล้ว SuSE ก็ประกาศตัวเข้าสู่การค้าอย่างสมบูรณ์ในที่สุด ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยมีผู้ประกอบการลีนุกซ์หลายรายที่ทำธุรกิจการค้าจากซอฟต์แวร์เสรี แต่ได้รับกรรมแพ้ภัยตัวเองไปบ้างแล้ว ต่างจาก "เสือซุ่ม" อย่างกิ้งก่าเขียวตัวนี้ที่มีน้ำอดน้ำทนยืนระยะได้นานกว่าเท่านั้นเองหลังจาก SuSE สร้างความสำเร็จให้แก่กลุ่มโอเพ่นซอร์สได้ไม่นาน ผู้ผลิตลีนุกซ์อีกหลายรายก็เริ่มก้าวเดินตามบ้าง และที่ต้องจับตามองมากที่สุดก็คือยักษ์ใหญ่แห่งลีนุกซ์ดิสทริบิวชั่น Red Hat ที่ประกาศยกเลิกสายการผลิต Red Hat Linux ที่เคยให้ดาวน์โหลดรุ่น Professional ได้โดยอิสระ ให้ปรับเปลี่ยนมาเป็น Red Hat Enterprise Linux พร้อมกับสร้างทางเลือกให้กับผู้ใช้ ( เอ.. หรือทางเลือกของตัวเองกันนะ ) โดยมีทางหนึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ทางการค้าที่มีคุณภาพสูง ( Products ) ส่วนอีกทางหนึ่งเป็นโครงงานของนักศึกษาภายใต้การสนับสนุนของเรดแฮท ( Project ) มีชื่อว่า Fedora Core ซึ่งยังคงให้ดาวน์โหลดใช้งานได้ฟรีเช่นเดิมเรื่องของ Product หรือ Project ที่ทาง Red Hat สร้างขึ้นนี้ จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อผู้ใช้งานลีนุกซ์ส่วนใหญ่ และมีผลอย่างไรต่อบริษัทเองเป็นสิ่งที่รอดูผลกันไม่นานก็คงได้ทราบกัน แต่สิ่งที่ทำให้เห็นชัดเจนขึ้นมากก็คือ เจตนาของกลุ่มธุรกิจโอเพ่นซอร์สที่มุ่งหวังสร้างกำไรจากซอฟต์แวร์เสรีที่ปรากฏขึ้น จะมีผลกระทบต่อโมเดลการพัฒนาซอฟต์แวร์เสรีอย่างแน่นอน และหากปล่อยให้มีการกระทำเช่นนี้ต่อไปอีกนับตั้งแต่นี้เป็นต้นไปความแตกร้าวในกลุ่มนักพัฒนาซอฟต์แวร์เสรีก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นจนอาจจะถึงจุดจบของซอฟต์แวร์เสรีได้ในไม่ช้า แนวคิดของ Knowledge Society ในสาขาวิชาชีพด้านซอฟต์แวร์ก็จะเต็มไปด้วยอุปสรรค และนำพากลับสู่ยุคของ Proprietary Software อีกครั้ง สรุปว่า อาจจะมีผลกระทบในทางสังคมของกลุ่มนักพัฒนาซอฟต์แวร์ก็เป็นได้ครับจากการที่ SuSE และ RedHat เริ่มให้ความสำคัญเชิงธุรกิจเพิ่มขึ้นและลดบทบาทที่มอบให้แก่สังคมนักพัฒนาซอฟต์แวร์เสรีลงไปนั้น ไม่ได้หมายความว่าท่านที่จำเป็นต้องใช้ "ของฟรี" หรือ "รักอิสรภาพ" จะได้รับผลกระทบอะไรมากมาย อย่างน้อยสำหรับผู้ต้องการวางระบบขนาดเล็กถึงขนาดกลางก็ยังมี Fedora Project ซึ่งพัฒนาต่อเนื่องมาจาก RedHat Linux ซึ่งคอนฟิกทุกอย่างยังคงไม่เปลี่ยนแปลง กลุ่มนักศึกษาก็ยังมีซอฟต์แวร์เสรีที่เป็นไลเซ้น BSD และ GNU อีกมากมายให้เลือก ก็ถือว่าไม่มีผลกระทบในกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป สำหรับเรื่องโมเดลทางธุรกิจของกลุ่มโอเพ่นซอร์สนี้ยังคงต้องติดตามวิเคราะห์ และลุ้นกันต่อไปว่าการยึดมั่นใน "อุดมการณ์." จะเป็นฝ่ายปราชัยหรือไม่ GNU/Linux Kernel 2.6 ถึงแม้ว่าลีนุกซ์จะเป็นเพียงหนึ่งในซอฟต์แวร์เสรีจำนวนอภิมหาศาลในโลกนี้ แต่ด้วยความที่เป็นหัวใจของระบบปฏิบัติการที่มีอัตราการเติบโตสูงจนแทบจะแซงหน้าโอเอสอื่น ๆ ในปัจจุบัน ทำให้ต้องมุ่งความสนใจมาที่เคอร์เนลใหม่ล่าสุด คือ Linux 2.6 ซึ่งในรุ่นนี้ความเปลี่ยนแปลงหลักที่เห็นได้ชัดจะอยู่ที่การ "ฉีก" สายการพัฒนาออกเป็น 2 ทาง ทางหนึ่งคือ การลดขนาดของเคอร์เนลลง ( Scale Down ) เพื่อมุ่งหน้าไปสู่ระบบฝังตัวในชิปขนาดเล็ก( Linux Embedded System ) ซึ่งเชื่อกันว่าในอนาคตอันใกล้นี้ เครื่องมือไม้เครื่องมือ เครื่องใช้ไฟฟ้า และของใช้ในบ้านสำนักงานต่าง ๆ จะมีชิปที่บรรจุเคอร์เนลของลีนุกซ์อยู่ภายใน ซึ่งเจ้าเคอร์เนลลีนุกซ์ที่ว่านี้จะสามารถทำงานร่วมกับไมโครโปรเซสเซอร์ได้ทุกค่ายทีเดียว ตั้งแต่ ตระกูล Intel, Hitachi, NEC, Motorola อีกทางหนึ่ง เคอร์เนลลีนุกซ์จะขยายตัวในทิศทางตรงกันข้าม ( Scale Up ) โดยมุ่งหน้าสู่การรองรับงานเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่มาก และก้าวข้ามสถาปัตยกรรม SMP ( Symmetric Multi-Processing ) ไปสู่ NUMA ( Non-Uniform Memory Access ) ซึ่งมีโครงสร้างที่เหมือนกับการย่อส่วนระบบคลัสเตอร์ลงมาอยู่ในฮาร์ดแวร์ระดับต่ำ แน่นอนที่เคอร์เนลลีนุกซ์ใหม่นี้จะสนับสนุนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ระดับไฮเอนด์รุ่นใหม่ ๆ ซึ่งเราจะได้เห็นเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ระดับนี้มาบรรจบกับเคอร์เนลลีนุกซ์ 2.6 กันอย่างลงตัวในปีนี้อย่างแน่นอนคุณสมบัติใหม่ ๆ ได้แก่ การสนับสนุน Hyper-threading ที่สามารถสร้าง virtual processors ได้ในเครื่องเพียงตัวเดียวจะมีให้เห็นแน่นอน สนับสนุนเทคโนโลยีการเชื่อมต่อรุ่นใหม่เช่น USB 2.0 อุปกรณ์ Wireless ที่กำลังเฟื่องฟูในปัจจุบัน ระบบ Storage แบบใหม่ เช่น SATA ( Serial ATA ) หรือ EDD BIOS ( Enhanced Disk Device ) ระบบจัดเก็บไฟล์ ext2/ext3 ที่เพิ่มเติมแอททริบิวต์ใหม่ ๆ ( ตามที่เคยสัญญาไว้นานแล้ว.. ) รวมไปถึงระบบไฟล์แบบ XFS ที่หลายคนรอคอย ส่วนด้านการอินเทอร์เฟสกับผู้ใช้ มัลติมีเดีย โปรโตคอลในระบบเครือข่าย และองค์ประกอบปลีกย่อยอื่น ๆ จะมีการเปลี่ยนแปลงไปไม่มากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับคุณสมบัติใหม่ ๆ ในส่วนแก่นของเคอร์เนล ในปี 2004 นี้ คำว่า "ลีนุกซ์" จะได้รับการกล่าวถึงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะคุณสมบัติที่น่าตื่นตาตื่นใจของเคอร์เนลลีนุกซ์ที่เกิดจากความทุ่มเทของบรรดานักพัฒนาซอฟต์แวร์ทั่วโลกโดยการนำของ Linus Torvalds และ Alan Cox ซึ่งจะส่งผลในเชิงบวกต่อวงการอุตสาหกรรมหลายประเภท การเชื่อมต่อจะเกิด Friendly Machine หรือเครื่องจักรที่คุยภาษาเดียวกันมากขึ้น นำไปสู่เครือข่ายทุกหนทุกแห่งได้เร็วยิ่งขึ้น ( ยูบิคิวตัส ) ความเหลื่อมล้ำระหว่างฮาร์ดแวร์กับซอฟต์แวร์โอเอสจะลดลง โปรเซสเซอร์จะถูกดึงประสิทธิภาพออกมาได้อย่างสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นไปได้สูงที่นับจากปีนี้เป็นต้นไปลีนุกซ์จะเริ่มเดินหน้าเข้าสู่งานระดับเวิร์กสเตชั่นประสิทธิภาพสูงในราคาถูกลงกว่าครึ่ง ส่วนเซิร์ฟเวอร์ลีนุกซ์ที่จะได้รับประโยชน์จากคุณสมบัติด้าน Virtual Machine จากเคอร์เนลรุ่นนี้ ซึ่งจะทำให้ประหยัดมากขึ้น มีความปลอดภัยสูงขึ้น ทั้งนี้จะต้องพิจารณาในเรื่องทิศทางของซอฟต์แวร์แอปพลิเคชั่นประกอบด้วยการสกัดดาวรุ่ง.. ยังคงมีให้เห็นต่อไปด้วยศักยภาพของระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ และซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส ที่รุกคืบเข้าไปในองค์กรทั้งใหญ่เล็กทั่วโลก เป็นธรรมดาที่ดาวรุ่งพุ่งแรงจะต้องพบกับการสกัดกั้นจากเจ้าถิ่นผู้ถือครองตลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งในช่วงปีที่ผ่านมาก็มีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นมาอย่างเช่น กรณีการฟ้องร้องระหว่างบริษัท SCO กับไอบีเอ็ม จน Red Hat ต้องออกมาโต้แย้ง เลยข้ามไปถึงพาร์ตเนอร์คู่ใหม่ที่ต้องได้รับผลกระทบไปด้วยอย่าง SuSE กับ Novell ไม่ละเว้นแม้แต่บรรดาบริษัทลูกค้าที่ใช้งานลีนุกซ์ก็โดนคำขู่เก็บค่าไลเซ้นไปด้วยซึ่งกระทบต่อการตัดสินใจเลือกแพลตฟอร์มสำหรับเซิร์ฟเวอร์พอสมควร อย่างไรก็ตามหาก SCO ไม่สามารถแสดงหลักฐานที่ชัดเจนได้ ลีนุกซ์ก็ยังคงมีอิสรภาพต่อไปการสกัดกั้นจากค่ายซอฟต์แวร์อื่น ๆ จะยังคงเกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน เช่นข่าวจากไมโครซอฟต์ที่พยายามรักษาลูกค้ากลุ่มผู้ใช้เดสทอปพีซีไว้ด้วยการออกระบบปฏิบัติการMS Windows XP lite โดยเป็นรุ่นที่มีคุณสมบัติน้อยลงกว่ารุ่นที่จำหน่ายในปัจจุบัน ทำให้สามารถลดราคาให้ถูกลงและแข่งขันได้กับลีนุกซ์นั่นเอง ถึงแม้ว่าลีนุกซ์จะยังไม่พร้อมสำหรับการเป็นระบบปฏิบัติการเดสทอป ( ในประเทศไทย ) ก็ตาม แต่ทางไมโครซอฟต์จะประมาทไม่ได้ เพราะมูลค่าของตลาดเดสทอปพีซีมีแต่จะโตขึ้นทุกวันถึงแม้ความตื่นตัวจะลดลงก็ตามแต่ความต้องการใช้งานลีนุกซ์เซิร์ฟเวอร์ยังคงมีอยู่เสมอ เป็นเรื่องที่บางท่านอาจจะคาดไม่ถึงว่า ในบริษัทร่วมทุนหรือเป็นสำนักงานสาขาจากต่างประเทศ มีผู้บริหารหลายท่านไม่คิดจะนำลีนุกซ์มาใช้งานเลย แต่กลับถูกบังคับด้วยนโยบายจากบริษัทแม่ในต่างประเทศให้ต้องใช้ลีนุกซ์ ดังนั้นหากแนวโน้มที่นำเสนอไปตอนต้นเป็นจริงความต้องการลีนุกซ์ในประเทศไทยย่อมได้รับแรงกดดันมาจากบริษัทต่างชาติไปด้วย โดยแอปพลิเคชั่นที่นิยมจะยังคงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานของระบบเครือข่ายเช่นเดียวกับปีที่แล้ว ส่วนจะมีการใช้งานมากน้อยแค่ไหนนั้นจะขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถของผู้ดูแลระบบคอมพิวเตอร์เป็นปัจจัยสำคัญ ตัวเลขของผู้ใช้งานลีนุกซ์ในประเทศไทยเป็นคำถามที่ผู้บริหารระบบหลายท่านอยากเห็น ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะลีนุกซ์เป็นซอฟต์แวร์ที่ใครใคร่ใช้ก็ใช้ซึ่งส่วนใหญ่มักนิยมติดตั้งลีนุกซ์ลงในเครื่องพีซีธรรมดา ไม่ได้สั่งซื้อลีนุกซ์เซิร์ฟเวอร์เป็นตัว ๆ อย่างในต่างประเทศ ดังนั้นจึงไม่สามารถทำการสำรวจจากยอดขายได้แต่ถ้าต้องการข้อมูลอ้างอิงก็อาจจะดูจาก Linux User Reference ที่เว็บไซต์ของผู้เขียนก็ได้ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวได้แสดงให้เห็นว่า ปริมาณผู้ใช้งานลีนุกซ์ในประเทศไทยมีจำนวนไม่น้อยเลย และยังใช้งานอย่างฉลาดอีกด้วย คือ ใช้งานผสมผสานกันระหว่างระบบของวินโดวส์ เน็ตแวร์ ยูนิกซ์ และลีนุกซ์ ได้อย่างลงตัว สำหรับในระยะปี 2004 นี้ลีนุกซ์และซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สจะยังคงเป็นคลื่นใต้น้ำที่แฝงตัวเงียบ ๆ ต่อไปในกลุ่มองค์กรเอกชนขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ( มีลูกข่ายไม่เกิน 1000 เครื่อง ) หนทางเดียวที่จะทำให้ลีนุกซ์ในเมืองไทยลอยขึ้นเหนือผิวน้ำ และแพร่หลาย คือ จะต้องมีแอปพลิเคชั่นพื้นฐานที่ครอบคลุมการใช้งานเบื้องต้นทั้งหมดเสียก่อน ที่กล่าวถึงนี้รวมกันทั้งเซิร์ฟเวอร์และเดสทอปนะครับ สิ่งสำคัญมีอยู่ 3 เรื่อง เรื่องแรกอยู่ที่นักพัฒนาซอฟต์แวร์บนลีนุกซ์ที่จะต้องสร้างให้เกิดขึ้นให้ได้มาก ๆ เสียก่อน โดยกลุ่มนักพัฒนาเหล่านี้จะต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับซอฟต์แวร์เสรีอย่างถูกต้อง เรื่องที่สองคือ จะต้องมีแกนนำในการพัฒนาซอฟต์แวร์เป็นคณะทำงานผู้เสียสละอุทิศเวลาโดยไม่หวังผลตอบแทน และเรื่องสุดท้ายคือ ต้องมีการวางแผน และมีการบริหารจัดการที่ดี โมเดลการพัฒนาเช่นนี้ไม่ใช่คำแนะนำจากผมเองหรอกครับ แต่เป็นความเห็นของนาย Richard Stallman ผู้ริเริ่ม GNU ต่างหาก ( จากบทความเรื่อง "The Free Software Community After 20 Years : with great but incomplete success, what now ?" เมื่อต้นเดือนมกราคมนี้เอง )ในปี 2004 นี้ เชื่อว่ากลุ่มผู้ใช้งาน กลุ่มผู้พัฒนาซอฟต์แวร์เสรี กลุ่มพัฒนาธุรกิจโอเพ่นซอร์ส ในเมืองไทยจะมีกิจกรรมและการรวมตัวกันอีกครั้ง เพื่อต้อนรับการปรากฏตัวของซอฟต์แวร์รุ่นใหม่ อีกหลายตัวที่จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบปฏิบัติการ Linux TLE 5.5 , Fedora Core ,Debian Linux หรือแอปพลิเคชั่นด้านเซิร์ฟเวอร์ต่าง ๆ ที่ปรับเวอร์ชั่นพร้อมทั้งคุณสมบัติใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอีกมากถึงเวลาแล้วที่จะเริ่มต้นเป็นส่วนหนึ่งของสังคมซอฟต์แวร์เสรี และโอเพ่นซอร์ส ก้าวไปพร้อม ๆ กันซิครับ ประตูแห่งโอกาสเปิดกว้างรอคุณอยู่แล้ว

เอกสารอ้างอิง"The Wonderful World of Linux 2.6" , Joseph Pranevich"Free Software Leaders Stands Together" ,Bruce Perenshttp://www.itdestination.com - Linux User Refference"The Free Software Community After 20 Years : with great but incomplete success, what now ?" , Richard Stallman