linux training in Thailand
| Home | Articles | Download | Free Linux Tips | Resources | Training | Web Link | Linux Training English|
| Courses | Schedule | Price & Promotion | Map | Customer Ref. | Instructors | Certification | FAQ | Registration Form |
สถาบันฯ ขอแจ้งปิดทำการระหว่างวันที่ 27 -31 กรกฏาคม 2558 และเปิดทำการปกติวันที่ 3 สิงหาคม 2558
We are on vacations 5 days in July 27-31, 2015 Please contract Line ID : nok_fly or e-mail : info@itdestination.com
ITDestination จะปิดปรับปรุงเว็บไซต์ ตั้งแต่วันที่ 7 - 9 มิถุนายน 2556
อาจจะทำให้ใช้งานไม่ได้ในบริการ Webboard Freetips และ E-Learning จึงขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้
สถาบันฯ ขอแจ้งปิดทำการวันที่ 22-28 กุมภาพันธ์ 2560 และจะเปิดทำการปกติในวันที่ 1 มีนาคม 2560
กรณีติดต่อส่งข้อความมาที่ Facebook: LinuxITDestination หรือ e-mail: info@itdestination.com ซึ่งจะติดต่อกลับประมาณ 17.00 น.
ผู้ลงทะเบียนอบรมสามารถทำข้อสอบ online ในช่วงที่มาอบรมเพื่อทบทวนความรู้ ทำได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง มีข้อเฉลยที่ถูกต้องแนะนำ
สอบถามรายละเอียดโทร 089 890-5494 >>> อ่านรายละเอียด... คลิ๊ก

แนวทางการพัฒนาเครือข่ายโอเพ่นซอร์สในเมืองไทย

โดย ธีรภัทร มนตรีศาสตร์ RHCE,LPIC-2


"อีกหนึ่งแนวคิดที่รอการพิสูจน์… กับการสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง… เพื่อการพึ่งพาตนเองทางซอฟต์แวร์ที่ยั่งยืน…"
งานมหกรรมลีนุกซ์และโอเพ่นซอร์สครั้งที่ 6 เมื่อวันที 10-11 พฤษภาคม 2547 ที่ผ่านมาทำให้มองเห็นปรากฏการณ์บางอย่างที่ยืนยันว่า วงการโอเพ่นซอร์สของไทยได้ผ่านช่วงระยะเริ่มต้นไปแล้ว สังเกตได้จากข้อซักถามเก่าๆ ที่เคยปรากฏให้เห็น เช่น ลีนุกซ์คืออะไร จะติดตั้งลีนุกซ์อย่างไร เริ่มหายไป ในงานสัมนาเกี่ยวกับลีนุกซ์และโอเพ่นซอร์สที่จัดขึ้นในปีนี้ ไม่มีความจำเป็นต้องกล่าวนำถึงความเป็นมาของลีนุกซ์หรือโอเพ่นซอร์สกันมากมายนัก และกำลังก้าวเข้าสู่สภาวะที่เริ่มทวีความเข้มข้นมากขึ้นทั้งด้านเนื้อหาวิชาการที่จัดสัมนา องค์กรธุรกิจผู้ให้การสนับสนุน และกลุ่มผู้เข้าร่วมชมงานที่มีความรู้ความเข้าใจชัดเจนมากขึ้นกว่าปีก่อนๆ ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวในวงกว้าง ลีนุกซ์และโอเพ่นซอร์ส ได้ผ่านพ้นช่วงเวลาของการพิสูจน์ไปแล้ว แรงต่อต้านมีแนวโน้มลดลง มีการยอมรับมากขึ้นอย่างเด่นชัด หลายหน่วยงานมีความต้องการที่จะเริ่มต้นกับลีนุกซ์และโอเพ่นซอร์ส อาจจะเกิดจากการเลียนแบบ การแข่งขัน รวมไปถึงความรู้ความเข้าใจที่เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ความตื่นตัวดังกล่าวกำลังขยายตัวในระดับภูมิภาคเอเชีย หลายประเทศเริ่มกำหนดนโยบาย แผนดำเนินงานโครงการพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สเป็นของตนเอง สังเกตได้จากความถี่ของข่าวเกี่ยวกับลีนุกซ์และโอเพ่นซอร์สที่เพิ่มมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทำให้ย้อนกลับมาสู่คำถามว่า แล้วในเมืองไทยของเรา..โอเพ่นซอร์สจะเป็นไปในทิศทางไหนต่อไป? แนวคิดที่จะพัฒนาวงการโอเพ่นซอร์สในเมืองไทยนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร หากแต่มีการพูดถึงกันมานานแล้ว ทั้งที่ค่อนข้างเป็นทางการ และเปิดวงเสวนากันโดยทั่วไป ทุกครั้งที่มีการเปิดประเด็นเรื่องนี้ขึ้น มักจะมีการเสนอแนวคิดที่หลากหลาย เป็นธรรมดาที่ว่าย่อมปราศจากการจัดกระบวนการทางความคิดให้เป็นระบบที่แน่นอน ดังนั้นส่วนใหญ่การร่วมแสดงความคิดเห็นเช่นนี้จึงมักหาข้อยุติไม่ได้ จึงเหลือทิ้งคำถามไว้ให้ต้องหยิบยกมาพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเวลาต่อมาและต่อไปไม่รู้จบ ซึ่งแน่นอนนั่นหมายถึงว่าจะไม่สามารถนำเอาความคิดเหล่านั้นไปแปรรูปให้เป็นกิจกรรมที่เกิดประโยชน์ได้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นแนวความคิดที่ฟุ้งกระจาย ไม่ผ่านกระบวนการที่ทำให้เกิดการตกผลึกเป็นรูปธรรมที่สามารถจับต้องได้ ผู้เขียนเห็นว่า แนวความคิดสร้างสรรค์จากผู้ที่ต้องการเห็นการพัฒนาของวงการโอเพ่นซอร์สเหล่านั้นล้วนเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า หากปล่อยให้ผ่านไปโดยไม่นำมาใช้ประโยชน์จะถือว่าเป็นความสูญเสียอย่างหนึ่ง ตั้งข้อสังเกตแวดวงโอเพ่นซอร์สไทย เสียงสะท้อนจาก "งานมหกรรมลีนุกซ์และโอเพ่นซอร์ส ครั้งที่ 6" ที่ผ่านมา ยังคงเป็นเสียงสะท้อนไม่รู้จบกับทัศนะ และความหวังเดิมๆ คล้ายกับเสียงที่ดังก้องอยู่ในห้องแคบๆ ที่ไร้ทางออก อาธิเช่น อยากให้รัฐบาลมาสนับสนุนมากยิ่งขึ้น ขอให้เข้าใจว่า Free Software ไม่ใช่ของฟรี หน่วยงานของเรายินดีให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ภาคเอกชน ฯลฯ. ซึ่งคงมีหลายท่านที่อยากให้เสียงสะท้อนเหล่านี้เบาลง และจางหายไปซักที เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่วงการโอเพ่นซอร์สยังคงตกอยู่ในสภาพที่ไม่แตกต่างจากเดิมเท่าไรนัก หากมองในด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ ( Software Development ) มีผลงานอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นบ้าง คิดเป็นจำนวนเท่าไหร่ แล้วถ้าพิจารณาด้านการผลิตบุคลากร การผลิตเอกสารตำรา และกิจกรรมต่างๆ ก็คงทราบได้ว่าไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควรจะเป็น คำว่า "เจ้าภาพ" ที่หลายต่อหลายความเห็นมักจะเอ่ยถึงนั้น มีความสำคัญมากน้อยแค่ไหน มีความคิดเห็นเป็นจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจว่าหน่วยงานนั้นหน่วยงานนี้สมควรเป็น "เจ้าภาพ" บ้างก็กล่าวโทษหน่วยงานนั้นว่าบกพร่องต่อหน้าที่ หรือเล่นไม่สมบทบาท ผู้เขียนมิได้คิดตำหนิความเห็นเหล่านั้น และไม่ค่อยให้ความสนใจมากนัก แต่กลับเห็นว่า ในความเป็นจริงแล้ว พัฒนาการของสังคมโอเพ่นซอร์สมีความจำเป็นต้องอาศัย "เจ้าภาพ" ด้วยหรือ? ย้อนกลับไปมองดูวงการโอเพ่นซอร์สในยุคก่อนหน้านี้ในต่างประเทศ ในโลกไร้พรมแดนเช่นเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ผู้คนมากมายต่างร่วมกันสร้างสรรค์โครงการซอต์ฟแวร์ต่างๆ ขึ้นตามความสนใจและความถนัดของตนเอง ก่อให้เกิดผลงานเป็นซอฟต์แวร์ที่มีคุณภาพและมีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว ดั่งเช่น เคอร์เนลลีนุกซ์ ,อาปาเช่ ,แซมบ้า คำถามที่เกิดขึ้นคือ อะไรคือแรงจูงใจ หรือสิ่งชี้นำให้พวกเขาทำเช่นนั้น คำถามต่อมาคือ แล้วสิ่งตอบแทนที่พวกเขาได้รับคืออะไร เงิน ชื่อเสียง หรือความพึงพอใจ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงเรื่องของการกำกับดูแลโครงการอีกด้วยแต่นั่นเป็นภาคปฏิบัติที่ลึกลงไปในรายละเอียด แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือ พวกเขาเหล่านั้นได้สร้างสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่สามารถวัดประเมินค่าได้ให้เกิดขึ้น นั่นคือ สิ่งที่เรียกว่า ความร่วมมือ ความร่วมมือในสังคมโอเพ่นซอร์สสำคัญอย่างไร ความร่วมมือในสังคมโอเพ่นซอร์สในต่างประเทศที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีเครือข่ายที่เป็นโครงสร้างหรือรูปแบบที่เป็นระบบมากขึ้นเรื่อยๆ ดังเช่น ในด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ก็มีการรวมตัวของนักพัฒนาโปรแกรมเป็นกลุ่มก้อนอย่างเป็นระบบ ได้แก่ Sourceforge.net หรือเครือข่ายสากลในด้านการวางมาตรฐานวิชาชีพบุคลากรด้านลีนุกซ์ก็มีการพัฒนาและสนับสนุนจากหลากหลายหน่วยงานทั่วโลกร่วมกัน ได้แก่ Linux Professional Institute ( LPI ) สิ่งที่กล่าวมาแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการอันเกิดจากความร่วมมือ มีการสนับสนุนจากองค์กรภาคธุรกิจ กลุ่มนักวิชาการ และกลุ่มมหาชน จึงทำให้เกิดงานที่มีคุณภาพ มีการจัดการที่มีประสิทธิภาพ และมีระบบการตรวจสอบประเมินผลงานเพื่อควบคุมมาตรฐาน เป็นกระบวนการที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งนับวันองค์กรเปล่านี้ยิ่งเพิ่มความเข้มแข็งขึ้นทุกขณะ มิใช่เพียงแค่ความเข้มแข็งหรือความอ่อนแอหากแต่การร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโอเพ่นซอร์สนั้นเปรียบเสมือนการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อความล้มเหลวในการพัฒนาและพึงพาตนเองทางเทคโนโลยีซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ ซึ่งนับวันยิ่งทวีความซับซ้อนและมีความจำเป็นมากขึ้นทุกขณะอีกด้วย ซึ่งเป็นที่ทราบกันเป็นอย่างดีว่าวิทยาการด้านซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ในวันนี้ ประเทศไทยเรายังอยู่ในฐานะผู้บริโภคมากกว่าการเป็นผู้ผลิต และโอเพ่นซอร์สเท่านั้นคือโอกาสที่จะแปรเปลี่ยนสถานะนี้ได้ คงไม่มีใครต้องการเห็นประเทศเพื่อนบ้านพัฒนาแซงหน้าเราไปทั้งๆ ที่เราเคยเป็นผู้นำด้านโอเพ่นซอร์สนี้มากก่อน ย้อนกลับมายังบ้านเราที่ยังคงมุ่งเน้นในเรื่องความพยายาม สร้าง ค้นหา หรือรอคอย "เจ้าภาพ" กันอยู่เรื่อยไป เหตุใดหนอ "เจ้าภาพที่รอคอย" จึงไม่เกิดขึ้นเสียที ในขณะเดียวกันหน่วยงาน กลุ่มบุคคล หรือกลุ่มธุรกิจก็มีทัศนะเกี่ยวกับบทบาทของตนเองในการพัฒนาวงการโอเพ่นซอร์สที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็ดำเนินงานแบบตัวใครตัวมัน บ้างก็จับกลุ่ม ( หรือมองอีกมุมหนึ่งก็คือการแบ่งกลุ่ม ) เป็นกลุ่มย่อยๆ ทำให้เกิดการดำเนินงานที่กระจัดกระจาย อาจทำงานที่ซ้ำซ้อนกัน เป็นการหามาและใช้ไปซึ่งทรัพยากรที่ไม่มีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นยังไม่เกิดการสร้างและใช้ประโยชน์จากบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอีกด้วย ในทางกลับกัน หากสามารถสร้างความร่วมมือขึ้นได้ในวงการโอเพ่นซอร์สเมืองไทย โดยการรวบรวมกลุ่มย่อยเหล่านั้นเข้าด้วยกัน วิเคราะห์และจำแนกสถานภาพของแต่ละหน่วยโดยอาศัยเครื่องมือที่เหมาะสม แล้วจึงดำเนินโครงการต่างๆ ร่วมกัน ผู้เขียนเชื่อว่า โมเดลการพัฒนาโอเพ่นซอร์ส จะปรากฏขึ้นได้เองเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ มาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านคงรู้สึกขัดแย้งว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องมี "เจ้าภาพ" มาดำเนินการน่ะซิ ไหนว่าอาจจะไม่จำเป็นต้องมีอย่างไรล่ะ ผู้เขียนมีคำตอบนั้นให้แน่นอนครับ แนวทางพัฒนาความร่วมมือ มีแนวความคิดมากมายที่มีความเป็นไปได้ในการพัฒนาความร่วมมือของวงการโอเพ่นซอร์สในเมืองไทย ผู้เขียนขอหยิบยกแนวคิดหนึ่งขึ้นสำหรับบทความนี้ เพื่อจุดประกายให้แก่ท่านนำไปขยายกันต่อในโอกาสต่อไป ซึ่งแบบจำลองหรือโมเดลที่สร้างขึ้นนี้ เรียกว่า "แบบจำลองทิศทางความร่วมมือ" ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ
  1. ความร่วมมือแบบทิศทางเดียว
    ลักษณะของความร่วมมือเช่นนี้ จะเริ่มต้นจากการได้มาซึ่งแหล่งข้อมูลรายชื่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโอเพ่นซอร์ส จากนั้นหน่วยงานที่ใช้ความร่วมมือแบบนี้จะจัดส่งมอบความช่วยเหลือ การสนับสนุน หรือทรัพยากรของตนให้แก่ผู้อื่น โดยทั่วไปจะเป็นการเผยแพร่ แจกจ่ายโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ในทางตรง

    ตัวอย่างของความร่วมมือแบบทิศทางเดียว ได้แก่ การพัฒนา ผลิต และแจกจ่ายซีดีรอมโปรแกรมลีนุกซ์ทะเล และโปรแกรมโอเพ่นออฟฟิสของเนคเทค ซึ่งบางฝ่ายออกมาแสดงความไม่พอใจในการปฏิบัติเช่นนี้ โดยส่วนตัวผู้เขียนเข้าใจดีถึงความตั้งใจเริ่มแรกของเนคเทคซึ่งตรงกับโมเดลนี้ แต่มีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยในกลุ่มเป้าหมายของการแจกจ่าย หากอ้างอิงโมเดลนี้จะต้องเป็นการจัดส่งผลงานวิจัยพัฒนานี้ให้แก่ผู้เกี่ยวข้องเชิงเทคนิคและการพัฒนาต่อยอดเท่านั้น ยังไม่ควรเป็นระดับ End User ดังเช่นที่เห็น

    อีกตัวอย่างหนึ่งของความร่วมมือแบบทิศทางเดียวก็คือ บรรดาเว็บมาสเตอร์ ผู้สร้างเว็บไซต์ หาข้อมูลวิทยาการ ความรู้ และข่าวสารต่างๆ เกี่ยวกับลีนุกซ์และโอเพ่นซอร์สนำเสนอบนเว็บของตนนั่นเอง โมเดลเช่นนี้มักปราศจากการโต้ตอบในทิศทางกลับสู่ผู้ให้ ไม่มีการตกลงกันระหว่างทั้งสองฝ่าย และผู้ให้มีความประสงค์จะเป็นผู้เสียสละด้วยความเต็มใจ

  2. ความร่วมมือแบบสองทาง หรือทวิภาคี
    ความร่วมมือแบบสองทางนี้ มีข้อแตกต่างจากแบบที่หนึ่งตรงที่มีการกำหนดข้อตกลงระหว่างหน่วยงาน 2 หน่วย ที่จะมีการแลกเปลี่ยนและร่วมมือกันเพื่อจุดประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งมักจะได้รับผลตอบแทนหรือเอื้อประโยชน์ต่อกันได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม เข้าทำนองน้ำพึงเรือเสือพึ่งป่า รูปแบบเช่นนี้เป็นการนำความพิเศษของทั้งสองหน่วยงานมาปรับใช้ร่วมกัน หรือนำทรัพยากรที่แตกต่างกันมาแบ่งปันกันและกัน

    ตัวอย่างเช่น เจ้าของสื่อสิ่งพิมพ์ ( วารสาร, หนังสือพิมพ์ ) ต้องการสนับสนุนเผยแพร่ข่าวสารและสาระเกี่ยวกับวิทยาการด้านลีนุกซ์และโอเพ่นซอร์สจึงติดต่อหน่วยงานหรือผู้เชี่ยวชาญให้ช่วยผลิตงานเขียนต่างๆ ให้ รูปแบบหนึ่งซึ่งมีให้เห็นกันโดยทั่วไปในลักษณะความร่วมมือแบบสองทางนี้คือ การให้ความช่วยเหลือ คำปรึกษาต่างๆ นั่นเอง เพียงแต่บางกรณีจะขาดความสมดุลย์ในเชิงผลประโยชน์ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไป

  3. ความร่วมมือแบบผสมผสาน หรือแบบหลายฝ่าย หรือพหุภาคี
    ความร่วมมือแบบผสมผสานนี้ มีการซ้อนทับกันของโมเดลสองแบบก่อนหน้านี้ อาจรวมเข้ากับแนวคิดอื่นๆ ด้วย ซึ่งนำมาบูรณาการเข้าด้วยกัน โดยมีหน่วยงานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องมากกว่า 2 หน่วยขึ้นไป โดยส่วนใหญ่ความสำเร็จของความร่วมมือลักษณะนี้จะเกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่น นักพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สกลุ่มหนึ่งต้องการสร้างไดร้วเวอร์อุปกรณ์รุ่นใหม่ จึงติดต่อไปยังผู้ผลิตอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์นั้น แต่ข้อมูลที่ได้รับยังไม่เพียงพอจึงต้องอาศัยความช่วยเหลือจากผู้ผลิตประสานงานไปยังโรงงานผู้ผลิตชิปเซ็ตเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมอีกต่อหนึ่ง เมื่อซอฟต์แวร์ไดร้วเวอร์นั้นประสบความสำเร็จ โรงงานผู้ผลิตชิปเซ็ตจึงมีฐานเทคโนโลยีที่กว้างขึ้น ผู้ผลิตอุปกรณ์จึงได้ความเชื่อถือเป็นพิเศษจากโรงงานผลิตชิปเซ็ต และเสริมภาพลักษณ์ที่เหนือคู่แข่ง ทำให้มียอดขายสูงขึ้น และผลกำไรบางส่วนจึงถูกนำมาใช้สนับสนุนส่งเสริมโครงการพัฒนาซอฟต์แวร์ไดร้วเวอร์ของกลุ่มโปรแกรมนั้นต่อไป
ปัจจัยที่สำคัญต่อการพัฒนาความร่วมมือ เมื่อเกิดความร่วมมือร่วมใจกันสร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือ การรักษาความร่วมมือนั้นให้คงอยู่ตลอดไป และอาจจะขยายความร่วมมือให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ปัจจัยสำคัญเพื่อการสานต่อความร่วมมือ มีสาระสำคัญ 8 ประการ ดังนี้
  1. ผลตอบแทน ผลประโยชน์ จะต้องมีความสมดุลกัน หรือที่เรียกว่า กลยุทธ์แบบ Win-Win ในวงการธุรกิจนั่นเอง องค์ประกอบของความร่วมมือคงไม่อาจเกิดขึ้นได้ หรือไม่สามารถสานต่อไปได้อย่างยั่งยืน หากปราศจากกลไกของการตอบแทนกันและกัน เช่นเดียวกับการเจรจาทางธุรกิจ หากการจัดสรรผลประโยชน์ไม่ลงตัว ย่อมหมายถึงความล้มเหลว ความร่วมมือที่ดีจึงต้องคำนึงถึงผลตอบแทนที่ทุกฝ่ายจะได้รับเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งผลตอบแทนที่กล่าวถึงนี้ ไม่ได้จำกัดเฉพาะตัวเงิน แต่อาจเป็นผลตอบแทนรูปแบบอื่นๆ ที่แต่ละฝ่ายพึงพอใจและคุ้มค่าที่จะทำงานร่วมกัน เช่น ภาพลักษณ์ขององค์การ หรือ Know How เป็นต้น

  2. สร้างแรงจูงใจ หมายถึง สิ่งเร่งเร้าที่จะช่วยให้เกิดความร่วมมือกัน โดยแบ่งออกได้เป็นแรงจูงใจเชิงเศรษฐกิจ เช่น เมื่อร่วมมือกันแล้วจะทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น ได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนสูงขึ้น เป็นต้น แรงจูงใจเชิงสังคมหรือจิตวิทยา เช่น เมื่อร่วมมือกันแล้วจะทำให้มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่ยอมรับมากขึ้น หรือ น่าตื่นเต้นท้าทาย เป็นต้น

  3. ลดช่องว่างระหว่างองค์กร บุคคล ขจัดความแตกต่าง บางครั้งความร่วมมือต่างๆ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หรือเกิดขึ้นเพียงเริ่มต้นแต่ก็ไม่สามารถสร้างงานเป็นชิ้นเป็นอันได้ เพราะการมีความแตกต่างกันระหว่างองค์กร วัฒนธรรม ค่านิยม อคติ ไม่ยอมปรับตัว ล้วนเป็นปัญหาต่อความร่วมมือกันทั้งสิ้น

  4. สร้างช่องทางการสื่อสาร แลกเปลี่ยนข้อมูล ความร่วมมือใดๆ ก็ตามจำเป็นต้องอาศัยการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ และทุกฝ่ายต้องตระหนักถึงความสำคัญของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อมูล รวมไปถึงเรียนรู้การใช้ประโยชน์จากช่องทางการสื่อสารที่จัดเตรียมหรือตกลงกันไว้ด้วย

  5. เปิดโอกาสการมีส่วนร่วมไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือแบบทางเดียว สองทาง หรือหลายทางก็ตาม การเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมถือเป็นสิ่งสำคัญ เริ่มตั้งแต่การเสนอช่องทางแสดงความคิดเห็น จัดสร้างเครือข่ายที่เปิดให้ความคิดเห็นในวงกว้าง การกระตุ้นให้มีเกิดการแสดงออก ไปจนถึงการปลูกฝังค่านิยม มารยาทในการร่วมแสดงความคิดเห็น และให้ความเคารพในความคิดเห็นของผู้อื่น

  6. มีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม และมีความเป็นไปได้ การรวมตัวกันเฉยๆ ย่อมไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาใดๆ ขึ้น นอกจากเป็นการคิด พูด และฟังข้อสนทนาเท่านั้น ดังนั้นเมื่อเกิดการรวมตัวกันขึ้นแล้วจึงควรมีการกำหนดเป้าหมายบางอย่างที่เป็นรูปธรรม เช่น โครงการพัฒนาซอฟต์แวร์ โครงการผลิตเอกสารคู่มือ เป็นต้น โดยอาจเริ่มต้นจากงานขั้นพื้นฐานหรืองานที่เป็นความสนใจร่วมกันในกลุ่ม ทั้งนี้จะต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นไปได้มากที่สุด

  7. มีระบบการบริหารงาน อย่างเป็นทางการ และไม่เป็นทางการ กลุ่มความร่วมมือจะต้องช่วยกันสร้างระบบการบริหารงานขึ้นเองอย่างง่ายๆ โดยไม่เป็นทางการนักในช่วงเริ่มต้น เพราะมนุษย์ทุกคนย่อมมีสัญชาติญาณการป้องกันตัวซึ่งมักทำให้สายสัมพันธ์ขาดความเป็นมิตร และสูญเสียความร่วมมือในที่สุด อย่างไรก็ดี เมื่อโครงงานเริ่มมีความซับซ้อนขึ้น กลไกของการบริหารงานจะเริ่มเข้าสู่ระบบด้วยความต้องการของกลุ่มเอง

  8. ต้องรักษาความสม่ำเสมอในการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง การร่วมมือกันในโครงการใดๆ ก็ตาม การรักษาคำสัญญา กติกา แบบแผนของกลุ่มเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินไปอย่างเสมอต้นเสมอปลาย และจะต้องมีการสนองตอบต่อสมาชิกอย่างต่อเนื่อง จึงจะสามารถรักษาความร่วมมือนั้นไว้ได้ ไม่ว่าจะเป็นระบบการบริหารงานอย่างเป็นทางการหรือไม่ก็ตาม
สิ่งสำคัญที่สุดคือ จะต้องมีความเคลื่อนไหวแบบวงจรปิด ในขณะที่สิ่งที่เราต้องการพัฒนาคือวงการโอเพ่นซอร์ส แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้การพัฒนานี้เป็นไปอย่างสมบูรณ์ สำเร็จตามจุดมุ่งหมายกลับเป็นการผลักดันให้เกิดพลวัตแบบวงจรปิด กล่าวคือ จะต้องมีการจัดการให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล ถ่ายทอดวิทยาการ และเกื้อกูลกันเองภายในชุมชนโอเพ่นซอร์สอย่างทั่วถึง ต่อเนื่อง และส่งผลย้อนกลับไปสู่ทุกๆ หน่วยในชุมชน เสมือนกระแสไฟฟ้าในวงจรปิด ซึ่งจะส่งผลให้ประโยชน์ตกอยู่กับทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เกิดเป็นแรงสนับสนุนในตัวเอง และใช้แรงผลักดันนี้ขับเคลื่อนการทำงานต่อไป โดยรวมก็จะทำให้เกิดการยกระดับให้พัฒนายิ่งขึ้นนั่นเอง แนวคิดของผู้เขียนที่นำเสนอในบทความนี้ เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ยังรอคอยการพิสูจน์จากสังคมโอเพ่นซอร์ส ซึ่งมีทั้งตัวผู้เขียนและท่านผู้อ่านทุกๆ ท่านรวมอยู่ด้วย อย่ารอให้มีใครซักคนมาเป็น "เจ้าภาพ" อย่าคิดว่าเวลาจะช่วยให้อะไรๆ ดีขึ้นได้เองโดยไม่ต้องทำอะไร อย่าคาดหวังว่าจะมีพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยเหลือหรือจะมีปาฏิหารย์เกิดขึ้น ในวันนี้ท่านจะสามารถเป็นผู้ร่วมพัฒนาวงการโอเพ่นซอร์สของชาติได้อย่างไรบ้าง และใคร..คือ "เจ้าภาพ" ที่แท้จริง? ท่านคงพบคำตอบจากบทความนี้แล้ว หลังจากอ่านบทความนี้แล้ว หากท่านมีข้อเสนอแนะ มุมมอง แนวคิดอื่นๆ หรือยังไม่ทราบว่าใครคือ "เจ้าภาพ" ที่ผู้เขียนตั้งคำถามไว้ในบทความนี้ ขอเชิญเสวนากันต่อได้ที่ http://www.itdestination.com ฉบับนี้สวัสดีครับ