linux training in Thailand
| Home | Articles | Download | Free Linux Tips | Resources | Training | Web Link | Linux Training English|
| Courses | Schedule | Price & Promotion | Map | Customer Ref. | Instructors | Certification | FAQ | Registration Form |
สถาบันฯ ขอแจ้งปิดทำการระหว่างวันที่ 27 -31 กรกฏาคม 2558 และเปิดทำการปกติวันที่ 3 สิงหาคม 2558
We are on vacations 5 days in July 27-31, 2015 Please contract Line ID : nok_fly or e-mail : info@itdestination.com
ITDestination จะปิดปรับปรุงเว็บไซต์ ตั้งแต่วันที่ 7 - 9 มิถุนายน 2556
อาจจะทำให้ใช้งานไม่ได้ในบริการ Webboard Freetips และ E-Learning จึงขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้
สถาบันฯ ขอแจ้งปิดทำการวันที่ 22-28 กุมภาพันธ์ 2560 และจะเปิดทำการปกติในวันที่ 1 มีนาคม 2560
กรณีติดต่อส่งข้อความมาที่ Facebook: LinuxITDestination หรือ e-mail: info@itdestination.com ซึ่งจะติดต่อกลับประมาณ 17.00 น.
ผู้ลงทะเบียนอบรมสามารถทำข้อสอบ online ในช่วงที่มาอบรมเพื่อทบทวนความรู้ ทำได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง มีข้อเฉลยที่ถูกต้องแนะนำ
สอบถามรายละเอียดโทร 089 890-5494 >>> อ่านรายละเอียด... คลิ๊ก

ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สกับการบริหารจัดการระบบเครือข่าย

โดย ธีรภัทร มนตรีศาสตร์,RHCE

ผู้บริหารระบบเครือข่ายเป็นบุคคลที่มีภาระหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อการดำเนินงานของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขององค์กร อันเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญมากในการขับเคลื่อนให้ระบบสารสนเทศภายในองค์กรดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารงานด้านใดก็ตาม ผู้บริหารจะต้องมีเครื่องมือที่เหมาะสมเพื่อใช้ในการบริหารจัดการให้งานสำเร็จลุล่วงไปด้วยกันทั้งนั้น หากพิจารณาในเชิงระบบของการสื่อสารแล้ว ผู้บริหารระบบเครือข่ายจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีเครื่องมือที่เหมาะสมในการที่จะปฏิบัติงานร่วมกับระบบซอฟต์แวร์ ได้แก่ การสั่งงานและควบคุมระบบ การจัดการและบำรุงรักษาข้อมูล การเฝ้าระวังปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น และการวิเคราะห์ตรวจสอบข้อมูลในรูปของรายงานต่างๆ ซึ่งเป็นการสื่อสารกันระหว่างมนุษย์กับซอฟต์แวร์ ดังนั้นหน้าที่สำคัญของเครื่องมือช่วยบริหารจัดการระบบเครือข่าย จึงเป็นตัวกลางในการแปลงรูปแบบของการเชื่อมโยงคำสั่ง ข้อมูล และรายงานระหว่างผู้บริหารระบบกับซอฟต์แวร์ต่างๆ ดังแสดงในรูปที่ 1

รูปที่ 1 การทำงานร่วมกันระหว่างผู้บริหารระบบกับเครื่องมือบริหารจัดการ

องค์ประกอบที่สำคัญของเครื่องมือบริหารจัดการระบบ คือ ผู้ใช้งานหรือผู้บริหารจัดการระบบ จะต้องสามารถส่งคำสั่งหรือข้อมูลไปยังระบบปฏิบัติการหรือซอฟต์แวร์ต่างๆ ได้สะดวกและตรงตามความต้องการ ซอฟต์แวร์ที่เป็นเครื่องมือบริหารจัดการจึงควรมีการอินเทอร์เฟสที่ใช้งานง่าย และมีฟังชั่นเพียงพอต่อการใช้งาน จากนั้นจึงแปลงคำสั่งหรือข้อมูลไปในรูปแบบที่ซอฟต์แวร์ปลายทางจะสามารถรับรู้ได้โดยตรงและสามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที ผลของการปฏิบัติงานนั้นจะต้องมีการบันทึกไว้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อมูลที่ผู้บริหารระบบจำเป็นต้องนำไปใช้พิจารณาในการตรวจสอบผลการทำงาน วิเคราะห์ปัญหาปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตที่อาจจะเกิดขึ้นในระบบ ซอฟต์แวร์ที่เป็นเครื่องมือวิเคราะห์และรายงานสภาพของระบบจึงมีหน้าที่สำคัญในการป้อนกลับข้อมูลเหล่านี้ให้แก่ผู้บริหารระบบ ในขณะเดียวกันระหว่างที่ระบบกำลังดำเนินงานไปตามปรกติ การจับตาเฝ้าระวังในจุดสำคัญต่างๆ ของระบบเครือข่าย ระบบปฏิบัติการ ซอฟต์แวร์แอปพลิเคชั่น และส่วนประกอบทางฮาร์ดแวร์ ก็ถือว่ามีความสำคัญไม่น้อย ซอฟต์แวร์ที่เป็นเครื่องมือมอนิเตอร์ต่างๆ จึงมีหน้าที่สนับสนุนงานในลักษณะนี้ ซึ่งผู้บริหารระบบเครือข่ายควรให้ความสำคัญเช่นกัน สิ่งที่ขาดไม่ได้ในการเชื่อมโยงองค์ประกอบเหล่านี้เข้าด้วยกันก็คือ โปรโตคอล หรือข้อตกลงที่เป็นกลางระหว่างซอฟต์แวร์แต่ละส่วนไม่ว่าจะเป็น แหล่งต้นกำเนิดข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการรายงานผลข้อมูล จะต้องมีการกำหนดและจัดให้ระบบทำงานตามเงื่อนไขที่สอดคล้องกันทั้งระบบ เช่น โปรโตคอลในการรับส่งคำสั่งหรือข้อมูลระหว่างอุปกรณ์เครือข่ายอาจจะใช้โปรโตคอล SNMP (Simple Network Management Protocol) ระบบการรวบรวมข้อความจากแอปพลิเคชั่นในระบบปฏิบัติการลีนุกซ์จะนิยมใช้ SysLogd รูปแบบของข้อความที่จัดเก็บในไฟล์บันทึกเหตุการณ์หรือล๊อกไฟล์ (Log file) ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับโปรโตคอล HTTP จะนิยมใช้มาตรฐานเดียวกันกับรูปแบบล๊อกไฟล์ของอาปาเช่ เป็นต้น วิธีการจัดเก็บข้อมูลที่ได้มาจากการเก็บรวบรวมจากแหล่งข้อมูลต่างๆ โดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ คือ แบบแรกจะไม่มีการจัดเก็บข้อมูลดิบไว้เลยแต่จะประมวลผลให้ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นรายงานสรุปแล้วจัดให้เก็บอยู่ในรูปเอกสารรายงานที่อ่านได้โดยตรง เช่น ตารางข้อมูล รูปกราฟ หรือแผนผัง ซึ่งรูปแบบแรกนี้มักเป็นเครื่องมือประเภทวิเคราะห์และรายงานสภาพของระบบเครือข่ายและซอฟต์แวร์ทั่วไป แบบที่สองจะนำข้อมูลที่รวบรวมได้ไปวิเคราะห์และจัดเก็บในฐานข้อมูลที่มีลักษณะเฉพาะของตัวเครื่องมือชนิดนั้นๆ เอง ซึ่งจะมีข้อดีในการนำข้อมูลย้อนหลังมาวิเคราะห์เปรียบเทียบได้และมีประสิทธิภาพสูงเป็นพิเศษ แต่มีข้อจำกัดในการที่จะนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้รายงานผลหรือประยุกต์ในงานที่มีความต้องการพิเศษ และรูปแบบสุดท้ายจะมีการจัดเก็บข้อมูลที่ผ่านการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์บางส่วนแล้วในระบบฐานข้อมูลมาตรฐานและสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลได้ด้วยวิธีการที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป เช่น SQL Perl DBM เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริหารระบบสามารถเลือกวิธีการนำข้อมูลไปใช้งานได้หลากหลายกว่า และจะมีซอฟต์แวร์สนับสนุนในด้านการรายงานผลข้อมูลให้เลือกได้มากขึ้นอีกด้วย วิธีการและรูปแบบการนำเสนอข้อมูล เครื่องมือบริหารเครือข่ายในปัจจุบันมีทั้งแบบที่แสดงผลด้วย ข้อความธรรมดา (Text) เช่น คำสั่งหรือยูทิลิตี้ขนาดเล็กทั่วไป การแสดงผลในโหมดตัวอักษรที่เรียกว่า (TUI หรือ Text User Interface) การแสดงผลในแบบกราฟฟิก (GUI หรือ Graphic User Interface) และการแสดงผลโดยผ่านหน้าเว็บ (Web-based Interface) ซึ่งเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมมากเนื่องจากทำให้การบริหารจัดการและเข้าถึงข้อมูลระบบเครือข่ายได้จากระยะไกลเป็นไปได้โดยง่ายกว่าวิธีการอื่นๆ เครื่องมือบริหารเครือข่ายแบบโอเพ่นซอร์ส ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส เป็นซอฟต์แวร์ที่พัฒนาเพื่อตอบสนองการใช้งานของบรรดานักคอมพิวเตอร์ ผู้บริหารระบบเครือข่ายโดยเฉพาะอยู่แล้ว ดังนั้นจึงมีเครื่องมือต่างๆ ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมากมาย ตั้งแต่สคริปต์เพื่อใช้งานเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงชุดซอฟต์แวร์ (Software Suit) ที่รองรับงานขององค์กรขนาดใหญ่มากหรือที่เรียกกันว่าระดับเอนเตอร์ไพรซ์เลยก็มี หากเราแบ่งซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สที่เป็นเครื่องมือบริหารระบบเครือข่ายตามวัตถุประสงค์ของการใช้งาน จะแบ่งได้ 5 กลุ่ม คือ
  1. เครื่องมือช่วยการคอนฟิกและควบคุม
  2. เครื่องมืออำนวยความสะดวกในการจัดการข้อมูล
  3. เครื่องมือช่วยการบำรุงรักษาระบบ
  4. เครื่องมือบริหารด้านความปลอดภัย
  5. เครื่องมือแจ้งเตือนและรายงานสถานะ
ถึงแม้จะมีการจัดแบ่งกลุ่มของเครื่องมือบริหารจัดการระบบเครือข่ายออกได้หลายกลุ่มดังข้างต้นก็ตาม แต่ในสภาพของการปฏิบัติงานในปัจจุบันที่ระบบเครือข่ายมีความสลับซับซ้อนและเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับระบบอื่นๆ จนแทบจะแยกออกจากกันไม่ได้ เช่น ระบบฐานข้อมูล ระบบอีเมล์ เมสเสจและการสื่อสารแบบมัลติมีเดีย รวมไปถึงระบบโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ในองค์กร จึงทำให้มีความจำเป็นต้องบูรณาการเครื่องมือทั้งหลายเข้าด้วยกัน เชื่อมโยงขั้นตอนการปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด เครื่องมือช่วยการคอนฟิกและควบคุม เป็นที่ทราบกันดีว่าการคอนฟิกระบบปฏิบัติการลีนุกซ์และโปรแกรมแอปพลิเคชั่นที่ประกอบกันเป็นงานบริการสำคัญๆ ในระบบเครือข่ายนับวันจะยิ่งมีรายละเอียดและความซับซ้อนมากขึ้นอันเนื่องมาจากความต้องการใช้งานและปริมาณงานที่เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง ภารกิจหลักของผู้บริหารระบบจึงต้องพยายามนำเอาเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมาช่วยลดปัญหาในการติดตั้งและคอนฟิกซอฟต์แวร์ต่างๆ รวมทั้งเครื่องมือเหล่านี้จะต้องง่ายต่อการติดตั้งและใช้งาน มิฉะนั้นจะกลายเป็นการเพิ่มความยุ่งยากเข้าไปอีกแทนที่จะช่วยลดงานลง โปรแกรมที่อยู่ในกลุ่มนี้ได้แก่ Webmin เป็นโปรแกรมที่มีโมดูลจำนวนมากช่วยให้สามารถปรับตั้งค่าคอนฟิกและควบคุมระบบปฏิบัติการลีนุกซ์และซอฟต์แวร์ส่วนประกอบประเภทเซิร์ฟเวอร์ต่างๆ ได้แทบทุกตัว ด้วย BSD License และการอินเทอร์เฟสแบบเว็บที่ใช้ง่ายจึงเป็นที่นิยมอย่างสูงตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ถึงอย่างไรก็ตาม Webmin อาจจะมีปัญหาในบางโมดูลที่เข้าไม่ได้กับลีนุกซ์บางดิสทริบิวชั่นจนอาจสร้างปัญหาที่ยากต่อการค้นหาความผิดปรกติได้เช่นกัน ที่เคยพบมาได้แก่ โมดูล dial-up โมดูลคอนฟิกเครื่องพิมพ์ เป็นต้น

รูปที่ 2 Webmin เครื่องมือช่วยคอนฟิกยอดนิยม

กลุ่มเครื่องมือช่วยการคอนฟิกอาจจะเป็นโปรแกรมที่สนับสนุนเฉพาะเรื่องใดเรื่องโดยเฉพาะก็ได้ เช่น Postfix Admin ที่ใช้ควบคุมการทำงานของ Postfix SMTP Server โดยจัดเก็บคอนฟิกไว้ในฐานข้อมูล MySQL และมีอินเทอร์เฟสแบบเว็บที่สวยงาม หรืองานด้าน Cluster / Distributed Computing ก็มีโปรแกรม OpenQRM ที่เป็นตัวบริหารจัดการระบบคลัสเตอร์ชื่อ Qluster โดยเฉพาะโดยรันในแพลตฟอร์ม MS Windows โปรแกรมประเภท Remote Desktop ก็เป็นเครื่องมือช่วยการคอนฟิกที่มีให้เลือกใช้มากมายในแบบโอเพ่นซอร์ส ช่วยให้ผู้ดูแลระบบได้รับความสะดวกมากยิ่งขึ้นในการคอนฟิกและควบคุมเซิร์ฟเวอร์จากที่ใดก็ตามที่ต้องการ ได้แก่ Cocoa Remote Desktop ที่ทำงานบน Mac OS X โปรแกรม TightVNC ที่ทำงานได้จาก Windows และ Linux ซอฟต์แวร์ช่วยอำนวยความสะดวกในการคอนฟิกและควบคุมระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ที่น่าสนใจมากในขณะนี้ ที่น่าจะทดแทน Webmin ได้ แต่ยังมีโมดูลไม่มากนัก น่าจะเป็น NetDirector ซึ่งมีอินเทอร์เฟสแบบเว็บเบส และมีโมดูลใหญ่ๆ ที่ช่วยให้คอนฟิก Postfix ,MySQL ,LDAP และซอฟต์แวร์สำคัญๆ ได้เพียงพอต่อการใช้งานลีนุกซ์เซิร์ฟเวอร์ทั่วไปได้ดี เครื่องมืออำนวยความสะดวกในการจัดการข้อมูล งานด้านข้อมูลเป็นภาระงานอีกประเภทที่ผู้บริหารระบบเครือข่ายต้องเกี่ยวข้องด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลในการคอนฟิกระบบ ชื่อบัญชีและรหัสผ่านของยูสเซอร์ หรือจะเป็นสารสนเทศขององค์กรก็ตาม หากปราศจากเครื่องมือที่เหมาะสมแล้ว งานของผู้บริหารระบบดูเหมือนจะต้องกินเวลามากจนเกินความจำเป็น คงเป็นภาพที่ไม่น่าประทับใจเท่าไรนักหากต้องปรับปรุงข้อมูลในฐานข้อมูล MySQL ด้วยการพิมพ์บรรทัดคำสั่งชนิดที่ผิดไม่ได้แม้แต่ตัวอักษรเดียว หรือต้องป้อนข้อมูลเข้าสู่ LDAP Directory ด้วยการสร้างไฟล์ LDIF ด้วยเท็กซ์อีดิตเตอร์ธรรมดา

รูปที่ 3 จัดการข้อมูล LDAP ด้วย phpLDAPadmin

ซอฟต์แวร์กลุ่มนี้จึงเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้ในปัจจุบัน ได้แก่ phpMyAdmin และ phpPgAdmin สำหรับการบริหารจัดการระบบฐานข้อมูล MySQL และ PostGreSQL โปรแกรม phpLDAPadmin สำหรับการจัดการข้อมูลใน LDAP Directory โดยทั้ง 3 โปรแกรมนี้มีอินเทอร์เฟสแบบเว็บ หรือถ้าสะดวกที่จะใช้งานลักษณะนี้บนเครื่อง MS Windows ก็มีซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สอีกจำนวนหนึ่งที่สนับสนุนได้เป็นอย่างดี เช่น LDAP Admin ,MySQL Administrator เป็นต้น เครื่องมือช่วยการบำรุงรักษาระบบเครือข่าย เมื่อระบบเครือข่ายในองค์กรเริ่มมีจำนวนอุปกรณ์และเครื่องคอมพิวเตอร์เพิ่มมากขึ้น ปัญหาในการมองภาพรวมของระบบ การรวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่มีอยู่ในระบบเพื่อใช้เป็นสารสนเทศประกอบการวางแผนและการตัดสินใจเกี่ยวกับระบบเครือข่ายจึงเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ผู้บริหารระบบจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีผู้ช่วยที่เก่งและขยันมากพอที่จะทำงานปริมาณมากๆ เช่นนี้ให้ได้ทันกับความต้องการ เป็นต้นว่า การตัดสินใจเกี่ยวกับการอัพเกรดฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ในองค์กรผู้บริหารระบบย่อมต้องการทราบจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ ระบบปฏิบัติการที่ใช้ และแอปพลิเคชั่นที่ติดตั้งอยู่ทั้งหมด เรียกว่างานด้าน Inventory นั่นเอง เครื่องมือด้าน Inventory และ System Configuration หรืออาจจะรวมงานด้านการติดตั้งซอฟต์แวร์ ( Software Deployment) เป็นสิ่งที่องค์กรที่มีจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนมากๆ ต้องการอย่างยิ่ง ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สที่รองรับงานประเภทนี้ได้แก่ OCS Inventory NG (Open Computer and Software Inventory Next Generation) เป็นซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สที่เป็น GPL License ที่รันบนระบบปฏิบัติการ MS Windows แบบ 32 บิตได้ทุกเวอร์ชั่น เมื่อติดตั้ง Client Agent ขนาดจิ๋วลงไปในคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในเครือข่ายแล้ว ตัวเครื่องแม่ข่ายจะสามารถมอนิเตอร์และเก็บสถิติการใช้ซอฟต์แวร์และรายละเอียดเกี่ยวกับฮาร์ดแวร์สำคัญๆ ได้ตลอดเวลา ช่วยให้การควบคุมการใช้ซอฟต์แวร์ในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

รูปที่ 4 รายงานด้าน Inventory จากโปรแกรม OCS

หากต้องการซอฟต์แวร์ประเภทนี้ที่สามารถรันได้ทุกแพลตฟอร์มอาจจะใช้ H-Inventory ซึ่งมีอินเทอร์เฟสแบบเว็บ นอกจากจะทำ Inventory ได้แล้ว ยังสามารถสร้างแผนผังเครือข่าย และมีความสามารถในการมอนิเตอร์เซอร์วิสในแต่ละโฮสต์ได้ แบบเดียวกับโปรแกรม NetWhistler ที่ทำงานด้วย Java Run-time Environment (JRE) เครื่องมือบริหารด้านความปลอดภัย เครื่องมือในกลุ่มนี้ไม่ได้หมายถึงซอฟต์แวร์ป้องกันหรือตรวจสอบด้านความปลอดภัยของระบบเครือข่ายโดยตรง ดังที่เราคงจะรู้จักกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว เช่น ClamAV ใช้ค้นหาไวรัสและโค๊ดที่เป็นอันตรายทั้งหลาย หรือ Nessus ที่เป็น Security scanner/audit เพราะหากพิจารณาดูแล้วซอฟต์แวร์เหล่านี้จะมีลักษณะที่ยังคงทำงานในระดับคอมมานด์ไลน์หรือระดับ Daemon ไปเลย ซึ่งยากต่อการใช้งานและบริหารจัดการ ดังนั้นการที่จะบริหารจัดการซอฟต์แวร์เหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพจึงจำเป็นต้องมีส่วนซอฟต์แวร์เพิ่มเติมขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นส่วนหน้าหรือ Front end ในการสื่อสารกับผู้ใช้งานได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ที่น่าสนใจในเวลานี้ได้แก่ Inprotect เป็นโปรแกรมที่ใช้การติดต่อผ่านหน้าเว็บ โดยไปควบคุม Nessus (แสกนหาช่องโหว่ด้านความปลอดภัย) และ Nmap (แสกนพอร์ตของโฮสต์) โดยรายงานเป็นรูปกราฟ ไฟล์รายงานผลแบบ HTML และ PDF นอกจากนั้นยังสามารถแจ้งเตือนทางอีเมล์ได้อีกด้วย

รูปที่ 5 Inprotect เครื่องมือบริหารด้านความปลอดภัย

อีกโปรแกรมหนึ่งที่เหมาะกับการใช้งานในองค์กรขนาดใหญ่กว่า คือ Babel Enterprise มีอินเทอร์เฟสกับผู้ใช้งานแบบเว็บเหมือนกัน แต่สามารถทำงานได้ลึกและละเอียดกว่าถึงระดับเคอร์เนล โมดูล ระบบสิทธิของไฟล์และไดเร็คทอรี่ ตัวโปรแกรมมีโครงสร้างสถาปัตยกรรมที่รองรับงานปริมาณมากๆ ได้ดี โดยแยกส่วนของโปรแกรมออกเป็น babel_agents เป็นตัวดักข้อมูลในโฮสต์ babel_console เป็นคอนโซลควบคุมระยะไกล และ babel_server เป็นตัวศูนย์กลางของระบบ นอกจากนี้ babel ยังสามารถรันได้หลากหลายแพลตฟอร์ม เห็นคุณสมบัติมากมายอย่างนี้แต่ทั้ง Inprotect และ Babel Enterprise เป็นโอเพ่นซอร์สแบบ GPL License ซึ่งหมายความว่าใช้ได้ฟรีครับ เครื่องมือแจ้งเตือนและรายงานสถานะ สถานภาพของอุปกรณ์ เซิร์ฟเวอร์ ไล่เรียงลำดับไปจนถึงเซอร์วิสต่างๆ ภายในระบบเป็นสิ่งที่ผู้บริหารระบบต้องการที่จะทราบทั้งก่อนที่จะเกิดปัญหาและในทันทีที่เกิดความผิดปรกติขึ้นเพื่อที่จะได้ดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สที่เป็นเครื่องมือแจ้งเตือนและรายงานสถานะจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับทุกองค์กร ตามปรกติแล้วเครื่องมือในกลุ่มนี้จะมีรวมให้มาในระบบปฏิบัติการทุกตัวอยู่แล้ว ซึ่งเพียงพอต่อการรายงานสถานะได้ระดับหนึ่งเท่านั้น การทำงานจะเป็นแบบตรงไปตรงมา เรียบง่าย และมีขนาดกระทัดรัด หากระบบไม่ใหญ่โตมากนักก็สามารถใช้งานได้ดีพอสมควร เช่นในระบบปฏิบัติการวินโดวส์ก็มี Event Log ที่แยกประเภทให้ตรวจสอบได้ง่ายๆ หรือในระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ก็จะมี logwatch ,swatch หรือ pflogsumm ซึ่งเป็นโปรแกรมระดับคอมมานด์ไลน์ที่ใช้งานได้ได้ดีในการสร้างรายงานประจำวันหรือประจำสัปดาห์ แต่ถ้าองค์กรมีโฮสต์เป็นจำนวนมากย่อมต้องการเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและการแสดงผลที่เห็นภาพรวมได้รวดเร็วกว่า รวมทั้งยังต้องการที่จะให้สามารถทำงานได้หลายๆ แพลตฟอร์มในเวลาเดียวกัน ไม่ใช่ว่ามีหลายระบบที่ต่างกันก็มีรายงานที่แตกต่างกันไปอีก ยากต่อการอ่านและวิเคราะห์ผล ซอฟต์แวร์เหล่านี้จึงต้องใช้โปรโตคอลกลางในการรวบรวมข้อมูล มีรูปแบบการจัดเก็บข้อมูลมาตรฐานที่ศูนย์กลาง และสามารถรายงานสรุปได้อย่างครบถ้วนในจุดทำงานเดียว

รูปที่ 6 SNARE ที่รันใน X Window ของลีนุกซ์

ตัวอย่างของซอฟต์แวร์กลุ่มนี้ที่มีไลเซ้นซ์แบบ GPL ได้แก่ SNARE (System iNtrustion Analysis and Reporting Environment) ซึ่งมีการแสดงผลแบบกราฟฟิก (GUI) สามารถทำงานได้แทบทุกแพลตฟอร์ม เช่น Unix/Linux, Windows 32 bit, Solaris, AIX SGI เช่นเดียวกับโปรแกรม Zenoss ที่มีคุณสมบัติด้านการมอนิเตอร์ วัดประสิทธิภาพของระบบ แสดงสถานะหรือเหตุการณ์ต่างๆ รวมทั้งคอนฟิกภายในโฮสต์หรือดีไวซ์แบบเวลาจริง SNM (System and Network Monitor) มีวิธีการแสดงผลแบบกราฟที่ง่ายต่อการอ่านผลลัพธ์ สามารถทำงานร่วมกับโปรโตคอล SNMP แจ้งเตือนด้วยอีเมล์ สามารถรายงานข้อมูลย้อนหลังได้ด้วยการใช้ RRD Tool และพัฒนาด้วยภาษา Perl จึงสามารถใช้งานได้ทั้งบนวินโดวส์และลีนุกซ์ เลือกเครื่องมือให้เหมาะสมกับงาน การนำซอฟต์แวร์ประเภทเครื่องมือช่วยบริหารจัดการระบบเครือข่ายมาใช้งาน ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเหมาะสม ประสิทธิภาพ และงบประมาณขององค์กร หากงานมีความซับซ้อนน้อย การตัดสินใจเลือกเครื่องมืออาจจะยุติเพียงแค่ซอฟต์แวร์เล็กๆ (แต่ตรงความต้องการและมีประสิทธิภาพ) ที่มีอยู่แล้วในชุดของระบบปฏิบัติการ ยิ่งเพิ่มคุณสมบัติที่หรูหราให้กับระบบมากขึ้นเท่าไรก็ยิ่งสร้างภาระให้กับระบบและตัวผู้ปฏิบัติงานมากขึ้นเท่านั้น ท้ายที่สุดแล้วสิ่งสำคัญที่สุดในองค์กรก็คือความรับผิดชอบและความเอาใจใส่ของผู้บริหารระบบนั่นเอง